การศึกษาได้เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นตลอดเวลาหลายสิบปี ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวด เร็วนี้ การเรียนรู้นั้นยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นอีก ซึ่งด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในทุกวันนี้ได้วางแนวทางไปสู่องค์ความรู้ที่ยิ่ง ใหญ่ ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
ตั้งแต่ยุคกรีกโบราณมาจนถึงยุคดิจิตอลอย่างทุกวันนี้ เป้าหมายของมนุษยชาติในการถ่ายทอดองค์ความรู้และการสร้างสังคมแห่งการเรียน รู้ ยังคงเป็นยุทธศาสตร์หลักแห่งความศิวิไลซ์ ซึ่งเราต่างก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงการศึกษาทั่วโลก ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการศึกษาในโรงเรียน การใช้อีเลิร์นนิงมาเสริมการเรียนรู้จากชั้นเรียน และการศึกษาออนไลน์ ตลอดจนการศึกษาทางไกล เป็นต้น ในที่ซึ่งห่างไกลจากความเจริญการใช้การศึกษาทางไกลและอีเลิร์นนิง สามารถลดช่องว่างทางการศึกษาได้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตและเรียนรู้ข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆ ผ่านทางเว็บไซต์นั้นทำให้นักเรียนตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่สามารถเรียน รู้และค้นหาข้อมูลความรู้ต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมยุคดิจิตอลนี้ได้เป็นอย่างดี หลายแห่งที่ยังขาดแคลนหนังสือตำราเรียนและห่างไกลจากความเจริญ ซึ่งถูกมองเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมชนบท แต่ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศทำให้พวกเขามีหน้าต่างที่สามารถเปิดไปสู่โลกภายนอก แบบเรียลไทม์ และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ จากทั่วโลกได้แล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ตได้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการด้านการ ศึกษา ดังจะเห็นได้จากจำนวนนักเรียนนักศึกษาที่เริ่มเข้าถึง และใช้งานอินเทอร์เน็ตในชีวิตประจำวันของพวกเขามากขึ้น หลายคนใช้คอมพิวเตอร์ในการพัฒนาโครงงานและทำการบ้าน มหาวิทยาลัยแทบจะทุกแห่งได้เริ่มนำบทเรียนมาโพสต์ไว้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ นักเรียนสามารถเข้ามาเรียนแบบออนไลน์ได้ นอกจากนี้เรายังเห็นแนวโน้มในการสร้างบทเรียนออนไลน์แบบมีปฏิสัมพันธ์ (Interactive Courseware) การสร้างเว็บท่าสำหรับเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ที่ให้นักเรียนนักศึกษาเข้ามา เรียนรู้ด้วยตนเองในหัวข้อที่ตนสนใจ และสามารถเข้าถึงได้ในทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ทั้งนั้นโครงสร้างพื้นฐานอย่างบรอดแบนด์นั้นก็นับเป็นตัวจักรสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และยังสนับสนุนการเรียนรู้แบบเรียลไทม์มากยิ่งขึ้น ซึ่งนักเรียนจะสามารถเรียกดูวิดีโอที่มีคุณภาพสูงผ่านทางอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ได้พร้อมๆ กันกับการใช้วิดีโอคอนเฟอร์เรนส์ในการสื่อสารกับครูและผู้เรียนร่วมชั้น เรียนคนอื่นๆ แบบออนไลน์ได้ และด้วยการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ตนี้ในวงกว้าง ก็จะสามารถสร้างสังคม ตลอดจนชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ในที่สุด บทบาทเทคโนโลยีกับแผนการศึกษา วิวัฒนาการของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญต่อการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับสังคมมนุษย์อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินชีวิตประจำวัน การขยายบทบาททางการศึกษาและรูปแบบการเรียนรู้ โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน การผลิต และการให้บริการต่อผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการนำพาประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ใหม่ หรือระบบเศรษฐกิจและสังคมแห่งปัญญาและการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพของคนจึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำมาซึ่งความสามารถในการแข่ง ขัน รวมทั้งเป็นกลยุทธ์หลักในการพัฒนาของทุกประเทศ ซึ่งในปัจจุบันเกือบทุกประเทศในโลกได้เร่งดำเนินการเพื่อพัฒนาขีดความสามารถ ของบุคลากร โดยสอดคล้องกับวิวัฒนาการของสังคมเศรษฐกิจใหม่ที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ นโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศไทย พ.ศ. 2544-2553 ได้ครอบคลุมยุทธศาสตร์สำคัญ 5 ด้าน คือ การบริหารงานของรัฐบาล (e-Government) พาณิชยกรรม (e-Commerce) อุตสาหกรรม (e-Industry) การศึกษา (e-Education) และสังคม (e-Society) แผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 ตลอดจนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 เพื่อพัฒนาบุคลากรในภาครัฐและเอกชนที่ยังขาดความรู้และทักษะในด้านต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐควรรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อการแข่งขันในระดับสากล โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง และลดช่องว่างทางสังคม (Bridging Digital Divide) อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบบางประการ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะ ซอฟต์แวร์ อาทิ คนไทยมีความประณีต มีพื้นฐานทางศิลปะ และมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดจากสินค้าหลายๆ อย่างที่เป็นภูมิปัญญาไทย ซึ่งถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาทักษะบุคลากรบนพื้นฐานข้อได้เปรียบที่มีอยู่นี้ ก็จะเป็นแนวทางที่สำคัญในการสร้างเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทยขึ้นมาในอนาคต และในอนาคตเราก็คงต้องปรับเปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบ ของการศึกษาทางไกล (Distance Learning) ที่บริหารและถ่ายทอดการศึกษาในรูปแบบของห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสความเท่าเทียมกัน ทางด้านการเข้าถึงการศึกษา รวมไปถึงการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนผ่านทางอินเทอร์เน็ต ขยายขอบเขตการเข้าถึงองค์ความรู้ การเรียนออนไลน์หรืออีเลิร์นนิง ช่วยให้นักเรียนและโรงเรียนประหยัดค่าใช้จ่ายและขยายขอบเขตและจำนวนนักเรียน ในการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ในปัจจุบันหลายสถาบันพยายามที่จะมีเว็บไซต์ของโรงเรียนขึ้นมา ซึ่งหลายต่อหลายแห่งนั้นต้องยอมรับว่ามีเว็บไซต์เพียงเพื่อแค่มีเท่านั้น ยังไม่ได้มีการใช้งานกันอย่างจริงจัง หรือที่แย่กว่านั้นก็คือ เมื่อเปิดเข้าไปแล้วพบแต่คำว่า "กำลังปรับปรุงเว็บไซต์" และมีอีเมลแอดเดรส ซึ่งเมื่อติดต่อไปก็ไม่มีใครตอบรับกลับมา ดังนั้นสิ่งแรกที่น่าจะช่วยให้เกิดการใช้งานอย่างจริงจังได้นั้น คือการสร้างเครือข่ายของผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นคุณครู นักเรียน ผู้ปกครอง ตลอดจนประชาชนในชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ ประโยชน์จากองค์ความรู้ต่างๆ ที่มีในเว็บไซต์ของโรงเรียน โรงเรียนหลายแห่งมีการส่งจดหมายถึงผู้ปกครองนักเรียนเป็นประจำทุกๆ ภาคการศึกษา ซึ่งถ้าเป็นจดหมายข่าวที่สามารถโพสต์ไว้บนหน้าเว็บไซต์ และมีผู้ปกครองประมาณสักครึ่งหนึ่งที่แสดงความจำนงที่จะรับข่าวสารผ่านอีเม ลหรือดูจากเว็บโดยตรง ก็สามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายของโรงเรียนไปได้อย่างมาก อีเมลและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์บนเว็บไซต์ นับเป็นบริการหลักที่จะช่วยให้เกิดการใช้งานสูงสุดบนเว็บไซต์ของโรงเรียนได้ ซึ่งการส่งอีเมลนับเป็นช่องทางการสื่อสารใหม่ที่ทำให้ผู้ปกครอง และโรงเรียนเกิดความใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากอีเมลสามารถส่งออกไปหาผู้ปกครองนักเรียนได้ตั้งแต่สัปดาห์ ละครั้งไปถึงเดือนละครั้ง ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบของจดหมายข่ายที่มีไฮเปอร์ลิงก์ ไปยังเว็บไซต์โรงเรียนอีกทีหนึ่งก็ได้ การเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชนนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเร่งให้เกิดการใช้งาน และขยายขอบเขตการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รวมถึงองค์ความรู้ต่างๆ ให้กับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยข้อมูลที่ใส่ไว้อาจจะขยายออกไปจากเรื่องราวของโรงเรียน ไปในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด และผลิตภัณฑ์สินค้าพื้นบ้าน ซึ่งจะส่งผลในการสร้างเศรษฐกิจชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย และเมื่อดำเนินการดังที่กล่าวมาในขั้นต้นแล้ว ก็ควรที่จะมีการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผล เพื่อนำผลสรุปมาทำการศึกษาและวางแผนในการปรับปรุงเว็บไซต์ต่อไป ซึ่งการติดตามและประเมินนั้นควรที่จะมีการทำอย่างต่อเนื่อง อาจจะเป็นทุกๆ 6 เดือนหรือถี่กว่านั้นก็ได้ ตามแต่ความเหมาะสมของทรัพยากรบุคคลและเวลา ในอีกไม่เกินหนึ่งปีข้างหน้านี้โรงเรียนในบ้านเรากว่าครึ่งหนึ่งนั้นน่าจะมี เว็บไซต์ที่พร้อมในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ตลอดจนเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ให้กับชุมชน และเป็นรากฐานในการก้าวไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ต่อไป |



