
คุณได้ใช้ Tags เพื่อทำการตลาดบนเว็บไซต์คุณแล้วหรือยัง?
Tags เป็นคำสั้นเพียง 1-2 คำ ที่บรรยายลักษณะ ประเภท รูปร่างลักษณะต่างๆ โดยสามารถนำไปใช้ได้ในหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นใน Bookmark ของคุณที่ del.icio.us ใช้กับรูปภาพของคุณที่อยู่บน Flickr หรือภาพวิดีโอใน YouTube หรือจะใช้กับไฟล์เสียงที่ Last.fm และ Blog ที่โพสต์อยู่ที่ Technorati ก็ได้เช่นกัน เพื่อเป็นการจัดหมวดหมู่และดึงความสนใจให้คนคลิกเข้าไปดูต่อไปเรื่อยๆ
Tags เป็นคำสั้นเพียง 1-2 คำ ที่บรรยายลักษณะ ประเภท รูปร่างลักษณะต่างๆ โดยสามารถนำไปใช้ได้ในหลายๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นใน Bookmark ของคุณที่ del.icio.us ใช้กับรูปภาพของคุณที่อยู่บน Flickr หรือภาพวิดีโอใน YouTube หรือจะใช้กับไฟล์เสียงที่ Last.fm และ Blog ที่โพสต์อยู่ที่ Technorati ก็ได้เช่นกัน เพื่อเป็นการจัดหมวดหมู่และดึงความสนใจให้คนคลิกเข้าไปดูต่อไปเรื่อยๆ
ที่เป็นเช่นนั้นก็เป็นเพราะว่า การเลือกใช้ข้อความในสื่อจะสะท้อนถึงวิธีการจัดการข้อมูล และช่วยเชิญชวนผู้ใช้ที่มีความสนใจในตัวสินค้าและบริการเข้ามาคลิกเพื่อเข้า ไปดูข้อความ รายละเอียดต่างๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งวิวัฒนาการของเว็บไซต์ที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้นักการตลาดต้องเรียนรู้ในการ ใช้ข้อความให้มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้ว่าคุณจะสามารถสร้างและใช้คำ ได้มากมาย (จะสร้างคำขึ้นมาใหม่หรือจะเป็นคำย่อก็ได้) เพื่อใช้เป็น Tags ก็ตาม แต่คุณควรจะเลือก Tags ที่คุณสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในแง่ของการตลาดได้ด้วย ซึ่งนั่นจะต้องมีการคัดสรรอย่างรอบคอบว่าคำที่คุณใช้นั้นจะสามารถใช้เป็น Keywords ในการ Search ได้ด้วย หา Tags ที่จะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ต้องการคลิกเข้าไปยัง Tags ของคุณเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่นิดหน่อยกับการเลือก Keywords ที่ใช้เพื่อให้มีการเพิ่ม Traffic ให้เพิ่มสูงขึ้น โดยผู้ค้นหาบ่อยครั้งที่จะหาข้อมูลจาก Tags ที่มีคำตรงกับที่ต้องการ หรือใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้นการจัดกลุ่มคำขึ้นมาก็จะสามารถสร้าง Tags ที่ยอดเยี่ยมได้เช่นกัน ตัวอย่าง Tags เช่นคำว่า “วิธีปรุงอาหาร” และ “ไก่” หรือ “วิธีการปรุงไก่เป็นอาหาร” ก็สามารถใช้เป็น Tags ที่ใช้กับหัวข้อเรื่อง “วิธีการทอดไก่” ซึ่งจะโพสต์ขึ้นไปบน Blog ของตัวเองได้ อีกทั้งบ่อยครั้ง Tags ยังใช้เป็นเครื่องนำทาง ใช้เป็นเอกลักษณ์ หรือใช้ในการจำแนกแยกแยะสถานที่เก็บรูปภาพ และข้อมูลทางธุรกิจ Tags หรือป้ายคำพูด นอกจากจะใช้ในการตั้งหมวดหมู่ Categories ด้วยตัวเองแล้ว บ่อยครั้งจะแสดงใน “Tag Clouds” ด้วยซึ่งจะมีขนาดตัวอักษรพอๆ กับที่ใช้ในเอกสารต่างๆ หากจะต้องการโพสต์คำพูดหรือข้อความเกี่ยวการทำอาหารลงในบล็อก ข้อความนั้นจะต้องมีความหมายครอบคลุมเนื้อหาภายในบล็อกนั้นทั้งหมด ใน หน้าเว็บไซต์ที่รวมบล็อกหลายๆ แห่ง มักจะมีคำต่างๆ ตัวเล็กบ้างใหญ่บ้างอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเดียวกัน นั่นคือ “Tag Clouds” หรือคำต่างๆ ที่ผู้เขียนบล็อกระบุไว้ คำไหนถูกเขียนไว้เป็น Tags มากก็จะถูกแสดงด้วยตัวใหญ่ ที่ถูกค้นน้อยลงไปก็ตัวเล็กกว่า โดยรูป แบบ “Tag Cloud” ได้ถูกนำไปใช้ในเว็บไซต์ที่เน้นเนื้อหาจาก User หรือ Web 2.0 แบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่บล็อกด้วย เช่น YouTube เว็บไซต์รวมคลิปที่โด่งดัง และยังถูกเอาไปใช้ในเว็บ Search Engine ต่างๆ เพื่อแสดงผลว่าคำไหนถูกค้นหามากที่สุดและรองๆ ลงไป แทนที่จะแสดงเป็นตาราง ยก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีชนิดของ “ไก่” อยู่ 2-3 ชื่อ เช่น ไก่ไทย ไก่ตอน ไก่เนื้อ ไก่แจ้ เป็นต้น แต่มี “วิธีปรุงอาหาร” อยู่มากมายหลายร้อยวิธี ฉะนั้นขนาดของตัวอักษรสำหรับ “วิธีปรุงอาหาร” จะมีขนาดใหญ่กว่าคำว่า “ไก่” ที่มีอยู่เพียงแค่ 2-3 ชื่อเท่านั้น ซึ่งทำให้คุณใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในการมองหารายละเอียดเพิ่มเติมที่ “Tag Clouds” และคุณควรรู้ไว้ด้วยว่ามี Tags ที่ได้รับความนิยมมากมายที่เป็น Keywords ซึ่งได้รับความนิยมด้วยเช่นกัน ฉะนั้นการเลือก Tags มาใช้ควรคำนึงถึงเรื่องการตลาดเข้าไปด้วย ซึ่งคุณอาจจะต้องสร้างรายชื่อของ Tags ขึ้นมา และรายชื่อของ Tags ก็จะเหมือนกับรายชื่อ Keyword ที่คุณสามารถใช้ใน Tag Files ของคุณได้ด้วยเช่นกัน โดยรายชื่อของ Tags จะสามารถช่วยเป็นไกด์ให้คุณได้ และยังเป็นการทำให้ Tags File ของคุณมีความละเอียดถี่ถ้วน ถูกต้องแม่นยำมากขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่า จะเลือก Tags อย่างไรให้ตรงกับข้อมูลที่คุณมีอยู่นั้น คุณสามารถไปใช้บริการของ Search Engine แล้วค้นหาบริการที่สนับสนุน Tags จากนั้นก็ค้นหา Tags ที่ได้รับความนิยม คนทั่วไปมักใช้ข้อความในการค้นหาข้อมูลที่ น่าสนใจ ดังนั้นคุณจึงสามารถใช้วิธีการแทรกแซงการค้นหาดังกล่าวได้ด้วยการใส่ข้อความ ของคุณที่สื่อถึงเนื้อหาของคุณ โดยเฉพาะการใช้สื่อที่มีภาพนิ่งหรือภาพวิดีโอ โดยผู้ค้นหาจะทำการค้นภาพหรือวิดีโอจำนวนมากตามแต่ละหัวเรื่องที่ชื่นชอบ ฉะนั้นการใช้ข้อความที่ตรงกับสื่อของคุณจะช่วยเพิ่มความชัดเจนในสิ่งที่จะ สื่อออกมา ทั้งยังเพิ่มอัตราการเข้าไปดูข้อมูล หรือจำนวน Traffic ภายในเว็บไซต์ให้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้การใช้ข้อความในการทำการตลาดประสบความสำเร็จได้อีกด้วย 7 ขั้นตอนทำการตลาดหรือโฆษณาด้วย Tags Tags เป็นการใช้คำเพียง 1-2 คำ หรือวลีสั้นๆ เพื่อดึงดูดความสนใจเกี่ยวกับสินค้า บริการ โปรแกรมการตลาด หรือธุรกิจ ซึ่งบ่อยครั้งจะพัฒนาขึ้นมาโดยเอเจนซีที่ทำโฆษณารายใหญ่ ซึ่งจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำโฆษณาหรือสร้างแบรนด์ แต่เอเจนซีรายใหญ่จะมาพร้อมกับราคาค่าบริการที่แพงมากด้วย ฉะนั้นถ้าคุณเป็นเพียงแค่ผู้ประกอบการรายเล็ก การจ้างบริษัทเอเจนซีทำโฆษณาให้กับคุณก็ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้การสร้าง Tags ของตัวเองขึ้นมาจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า 1. ตัดสินใจว่าจะใช้คำไหนมาสร้างเป็น Tags เพื่อสื่อสารกับผู้อื่น ถ้า คุณมีตำแหน่งการตลาด มีรายการสินค้าที่ขายไม่เหมือนใคร มีความโดดเด่นเฉพาะตัว ก็นำความเฉพาะตัวเหล่านี้ไปเขียนขึ้นมาเป็น Tags เพื่ออธิบายสินค้าของตัวเอง เป็นการเสริมกำลังให้สินค้าของตัวเอง เว็บไซต์ หรือบริการของตัวเองมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยก่อนอื่นคุณต้องถาม ตัวเองก่อนว่า ใครคือลูกค้าของคุณ? สิทธิประโยชน์อะไรที่คุณต้องการมอบให้กับลูกค้า? ความรู้สึกแบบไหนที่คุณต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัส รับรู้? การกระทำแบบใดที่คุณต้องการทำให้เกิดขึ้นจากลูกค้า? จะทำอย่างไรให้คุณมีความแตกต่างจากคู่แข่ง? ซึ่งคำตอบที่ได้จากคำถามเหล่านี้จะสามารถเชื่อมต่อไปยังการสร้าง Tags ของคุณได้ 2. เริ่มระดมคำ รวบรวม Tags จากแคมเปญโฆษณา และตราสินค้าของที่อื่นๆ โดยมองหาการจัดหมวดหมู่ที่ต่างไปจากที่คุณมีอยู่ จากนั้นก็พยายามหา Tags ของแบรนด์ และบริษัทต่างๆ ทั้งที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่และขนาดเล็กเอาไว้ด้วย โดยในขณะที่คุณกำลังหา Tags ของที่อื่นๆ อยู่นั้น ก็สามารถเขียนคำที่ใช้เป็น Tags เหล่านั้นลงไปในสารบัญรายชื่อ (Index Card) หรือจะจดไว้ในบันทึกส่วนตัวเพื่อศึกษาต่อไปก็ได้ อย่างไรก็ ตาม คุณสามารถนำ Tags ที่หามาได้เหล่านั้นมาผสมผสาน จับคู่ และเปรียบเทียบหมวดหมู่กับที่คุณมีอยู่ โดยอาจจะมีบางหมวดที่ไม่เข้ากับที่คุณมีอยู่ก็ได้ ซึ่งคุณควรให้ความเอาใจใส่กับคำที่ใช้ ทำอย่างไรให้คำเหล่านั้นนำมาจัดวางให้เข้าพวกกันได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วคุณจะได้มุมมองที่เข้ากับสินค้าที่คุณมี และมีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ที่สำคัญ การที่คุณมองหา Tags ของที่อื่นนั้นเพียงเพื่อจุดประกายให้กับความคิดคุณเท่านั้น ไม่ใช่หาเพื่อคัดลอกหรือลอกเลียนแบบ แต่คุณควรจะคิดขึ้นมาด้วยตัวเอง โดยใช้ตัวอย่าง Tags ที่หามาได้นั้นเป็นแนวทาง แล้วคุณจะสามารถสร้าง Tags ที่เป็นต้นฉบับ และเหมาะสมกับสินค้า บริการ และเนื้อหาบนเว็บไซต์ของตัวเองได้ การหาตัวอย่าง Tags ที่ใช้ในเชิงการตลาดนั้นมีอยู่ทั่วไป หาได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนโฆษณา, หีบห่อ หรือแม้แต่โลโก้สินค้า คุณก็ยังสามารถหา Tags ได้ นอกจากนี้คุณยังพบคำที่จะมาใช้เป็น Tags ได้จากตู้อาหาร, รอบๆ โต๊ะ, ในนิตยสาร, สื่อโทรทัศน์/วิทยุ, โฆษณาตามสื่อสิ่งพิมพ์ และบนเว็บไซต์ อาทิ Tags ที่ใช้กับการทำตลาดภาพยนตร์ นักการ ตลาดภาพยนตร์ต้องเกาะกระแสในช่วงที่การทำการตลาดด้วยข้อความ (Tags) กำลังมาแรง เพื่อเน้นและตอกย้ำถึงจุดเด่นของภาพยนตร์ โดยการทำตลาดด้านภาพยนตร์มักเกี่ยวกับบุคคลในภาพยนตร์เป็นหลัก เช่น การเปิดตัวโฆษณาของภาพยนตร์เรื่อง ‘The Departed’ จะขึ้นคำว่า ‘A Martin Scorsese Film’ หรือชื่อนักแสดง เช่นเรื่อง Pirates of the Caribbean ที่ใช้คำว่า ‘กัปตันแจ็ค สแปร์โรว์กลับมาแล้ว! -Jack Sparrow Returns!’ นอก จากนี้ยังมีการทำการตลาดภาพยนตร์ด้วยข้อความที่สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึก เช่นเรื่อง Disturbia ที่มีประโยคเด็ดว่า ‘ฆาตกรอาจอยู่ข้างบ้านคุณ-Every killer lives next door to someone’ โดยภาพยนตร์ในปัจจุบันใช้ข้อความจูงใจทั้งแบบออนไลน์และลงหนังสือพิมพ์ โดยคุณสามารถดูตัวอย่างจากรายการข้อความจูงใจยอดเยี่ยม 100 อันดับแรกได้ที่ www.filmsite.org/taglines.html Tags ที่ใช้กับร้านอาหาร Tags ที่ใช้กับร้านอาหารมักจะมีการสร้างสรรค์คำขึ้นมาอย่างชาญฉลาด เฉียบแหลม ซึ่งบ่อยครั้งจะมาพร้อมกับกับสาระสำคัญที่มีความชัดเจน มีพลัง และมีชีวิตชีวา โดยคำที่นำมาใช้เป็น Tags เหล่านี้มักจะคิดขึ้นมาเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง แต่บางครั้งจะมีการจับกลุ่มตลาดที่แปลกออกไปด้วยเช่นกัน อย่างเช่น Burger King ที่ใช้วลีที่ว่า "Wake up with the King." หรือ McDonald's ที่ใช้ว่า "อร่อยรส สนุกล้ำ" ประโยคโฆษณาที่ได้รับความนิยม มี ประโยคที่นำมาใช้เป็นคำโฆษณาหรือทำเป็นป้ายคำพูดเพื่ออธิบายสินค้าของตัว เองอยู่มากมาย แถมยังใช้กันมาเนิ่นนาน ซึ่งคำเหล่านี้ก็ได้สร้างทั้งประโยชน์และเอกลักษณ์ให้กับตัวเอง อย่างเช่น - อาหารเช้า Rice Krispies Cereal ของ Kellogg’s - Snap, Crackle, Pop! - ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก Johnson's Baby Shampoo - ไม่ระคายเคืองตา- No more tears. - ช็อกโกแลต M&M's - ละลายในปาก ไม่ละลายในมือ - Melts in your mouth, not in your hands. -ขนมปังการ์ดิเนีย - อร่อยได้แม้ไม่ทาอะไรเลย -ขนมปังฟาร์มเฮาส์ – สดจากเตาทุกวัน -เบียร์คลอสเตอร์ – ความสุขที่คุณดื่มได้ -ทีมฟุตบอล Liverpool – You’ll never walk alone. -มันฝรั่งพริงเกิลล์ – ลองเมื่อไหร่ มันส์ไม่เลิก -มันฝรั่งเลย์ – ชิ้นเดียวไม่เคยพอ -รองเท้า ไนกี้ – Just do it. -เสื้อผ้าตราแอร์โรว์ – เอกลักษณ์ของเอกบุรุษ -คอฟฟี่เมต - เพราะเรานั้นคู่กัน -ยาสีฟันคอลเกตต์ – ฟันไม่ผุอยู่แล้ว -โซดาสิงห์ – ซ่าจนหยดสุดท้าย -ยาสีฟัน SALZ – เค็ม...แต่ดี -ซอสปรุงรสแม็กกี้ - เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม 3. หา Tags ของคู่แข่ง ค้นหาคำที่คู่แข่งของคุณนำมาใช้ และพยายามสร้างคำ วลี หรือประโยคที่แตกต่างและดีกว่าขึ้นมา 4. รวบรวมคำที่หาได้จากทั้งในหนังสือและแหล่งต่างๆ เพื่อเพิ่มแนวคิดในการหาวลีที่แตกต่าง หา คำจากหนังสือขายดีที่ได้รับความนิยมซึ่งเกี่ยวข้องกับคำ เช่น Word Menu, Flip Dictionary, The Describer’s Dictionary, The Synonym Finder, Roget’s Descriptive Word Finder เป็นต้น ซึ่งหนังสือเหล่านี้หาได้ไม่ยากเลยเมื่อเข้าไปที่ร้านหนังสือออนไลน์ค่าย ใหญ่อย่าง Amazon.com นอกจากการหาคำจากหนังสือแล้ว การหาคำต่างๆ จากเว็บไซต์ต่างๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยการใช้การค้นหาคำพ้อง (Synonym) ซึ่งก็คือคำที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน หรือหาคำที่มีความหมายตรงกันข้าม (Antonym) เช่นที่เว็บไซต์ www.synonym.com หรือ www.rhymezone.com ซึ่งเมื่อรวมคำต่างๆ ที่หามาได้จากแหล่งต่างๆ แล้ว คงทำให้คุณเกิดไอเดีย และเลือกคำที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการของคุณได้ 5. จัดพื้นที่ระดมความคิด หาก จะให้ได้ผลดีที่สุดควรจัดเป็นกลุ่มเล็ก หรือจะลุยเดี่ยวก็ไม่ว่ากัน จากนั้นจัดสถานที่พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการเขียนให้พร้อมเพรียง อาทิ กระดานไวท์บอร์ด กระดาษแผ่นใหญ่พร้อมแผ่นรอง กระดาษโน้ต ฯลฯ เขียน ข้อดีของคุณลงไป โดยหาคำหรือแนวคิดจากในหนังสือ จากนั้นนำข้อดีที่ได้มาจัดเรียงใหม่เพื่อที่คุณจะได้มองต่างมุม เขียนทุกอย่างที่นึกขึ้นได้และความคิดใหม่ๆ ที่บรรเจิดในหัว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสาระ เนื่องจากขั้นตอนนี้ต้องการเพียงระดมความคิดให้ได้มากที่สุด 6. รวบรวมรายชื่อที่คุณคิดขึ้นมาแล้ว หลัง จากที่ได้ระดมพลังสมองไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องผลักดันแนวคิดไอเดียต่างๆ ที่ได้รวบรวม และเสนอมาแล้วขึ้นมาให้ได้สัก 2-3 แนวคิดเป็นอย่างน้อย โดยเลือกคำ วลี หรือประโยคที่คิดว่ามีพลังและมีประสิทธิภาพที่สุดขึ้นมา แล้วพยายามปรับปรุงคำต่างๆ ที่ยาวๆ ให้กลายมาเป็นคำ หรือประโยคสั้นๆ ให้ได้สัก 2-3 คำ เพื่อนำไปใช้เป็น Tags ต่อไป 7. เลือกคำ วลี หรือประโยคที่ดีที่สุด มาเพียงประโยคเดียว เพื่อนำไปใช้เป็น Tags หรือก็คือ ป้ายคำพูด คุณ ควรที่จะทำรายการฉบับย่อที่รวบรวมคำ ประโยค หรือวลีที่น่าจะเป็นไปได้มาเก็บไว้ แล้วค่อยเลือกประโยคเด็ดเพียงประโยคเดียว ซึ่งเป็นประโยคที่ในที่ประชุมมีความเห็นตรงกันมาใช้เป็น Tags หรือป้ายคำพูดอธิบายบริการหรือเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งถ้าคุณมีงบประมาณมากพอที่จะสร้าง Tags หรือสามารถทำงานควบคู่ไปกับนักวิจัยการตลาด โดยสามารถทดสอบ Tags ที่คุณเลือกมาใช้กับกลุ่มลูกค้าของคุณก่อนได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ นอก จากนี้ยังใช้วิธีการสำรวจแบบไม่เป็นทางการได้ โดยการสร้างแบบสอบถามแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือแบบมือโปรฯ ที่เว็บไซต์ SurveyMonkey.com และกระตุ้นให้ค้นทำแบบสำรวจผ่านเว็บไซต์ของคุณ หากสามารถติดต่อกับลูกค้าได้โดยตรง ลองถามพวกเขาดูว่าคิดเห็นเป็นอย่างไร ทั้งนี้อาจใช้กลยุทธ์ของกำนัลมาล่อใจ โดยอาจเป็นส่วนลดหรือของแจกฟรีเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณทำการวิจัย ทำสำรวจด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้น หลังจากที่ทำตามขั้นตอนเหล่า นี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะมี Tags หรือป้ายคำพูดของตัวเองที่จะสามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณเจริญงอกงาม โดยใช้งบประมาณที่จำกัด เพียงแต่ต้องลงแรง ลงสมองกันมากสักหน่อยเท่านั้นเอง |



