จากวันที่เริ่มต้นเป็นบริษัทเล็กๆในธุรกิจ IT ที่ นายก่อร่าง สร้างธุรกิจจัดตั้ง “บริษัทก่อร่าง จำกัด” ขึ้นมาโดยได้รับโอกาสจากบริษัทใหญ่ที่ต้องการจะเลิกทำธุรกิจขายส่งโอนสินค้ามาให้ขายทั้งหมดและได้รับเครดิตระยะยาว นายก่อร่างก็รีบฉวยโอกาสไว้ทันทีเพราะตัวเองมีความรู้ในเรื่องสินค้า รู้จักลูกค้าเป็นอย่างดีมากอยู่แล้ว และก็เป็นโอกาสดีจริงๆเพราะเขาสามารถขาย เก็บเงินได้ อีกทั้งยังมีกำไรจนสามารถดำเนินธุรกิจต่อยอดต่อไป ขยายต่อไปอีกเพราะได้รับเครดิตจาก SUPPLIERS เพื่อน ๆ นักธุรกิจรุ่นพี่ที่มีวงเงินเหลือไม่ได้ใช้ เนื่องจากธุรกิจของเขาซบเซา เศรษฐกิจไม่ดี แต่นายก่อร่างสามารถขยายธุรกิจได้ เนื่องจากเขาได้เลือกทำธุรกิจ IT ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูง เขาเป็นคนขยัน มุ่งมั่น ตั้งใจสูงมากจนมีวงเงินเครดิตกว่า50,000,000 บาททั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองไม่มีเงินสดเลย
เขาดำเนินธุรกิจได้สามปี จากการซื้อมาขายไป ขยายมาเป็นนำเข้า ขยายมาเป็นผู้ผลิตเองขยายมาเป็นผู้ส่งออกอีกด้วย และขณะที่ขยายธุรกิจเขาก็ไปเรียนปริญญาโทในสถาบันที่มีชื่อเสียงเสริมสร้างความรู้เพิ่มเติม ประกอบกับเขาเป็นคนสมัยใหม่ ต้องการเป็นนักบริหารที่ดี สร้างความถูกต้อง พัฒนาองค์กร พัฒนาบุคลากร แบ่งปันการเป็นเจ้าของให้ผู้บริหารทุกคน จูงใจพนักงานด้วยระบบที่ให้ผลตอบแทนที่สูง ทำให้องค์กรมีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ๆ เร็วมาก ๆ จนมียอดขายกว่า 500,000,000 บาทต่อปี มีกำไรสุทธิมากกว่า 5% ต่อปี มีผู้สนใจร่วมธุรกิจมากมาย จนทำให้นายก่อร่างมีความคิดที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์
ขณะนั้นเขามีบริษัทมากกว่าห้าบริษัท มีพนักงานกว่าหนึ่งร้อยคน มีความสำเร็จทุก ๆ ด้าน ในองค์กรมีผู้บริหารระดับสูงประมาณสิบท่าน มีการแบ่งงานการบริหารให้ผู้บริหารระดับสูงได้รับผิดชอบคนละบริษัท เน้นการกระจายอำนาจให้กับผู้บริหารแต่ละฝ่ายเนื่องจากทุกคนได้ร่วมมือกันสร้างมาตั้งแต่ต้น มีระดับรองๆ ลงมาเป็นระดับชั้น และตัวคุณก่อร่างก็เริ่มวางมือจากตลาด จากลูกค้า โดยเขาหันมามุ่งเน้นการขยายงานในต่างประเทศ จากการที่เป็นคนมีวิสัยทัศน์เหมือนคนที่พูดกันว่าเราจะ “GO INTER” และเขาก็ทำได้เป็นอย่างดี จนมีการร่วมทุนตั้งโรงงานในต่างประเทศ คือ จีน เยอรมัน และ เวียตนาม เป็นต้น
การขยายงานก็เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ความมั่งคงก็เพิ่มมากขึ้นจนมีธนาคารมาเป็นผู้ถือหุ้น ผลการดำเนินงานก็เข้าข่ายที่ตลาดหลักทรัพย์ยอมรับได้ มีการวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยการแต่งตั้งผู้ดูแล ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทการเงินที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น มีผลกำไรสุทธิที่ดีมาก มีต่างประเทศมาร่วมทุน มียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการขยายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย มีการขยายธุรกิจออกนอกธุรกิจ IT เช่น ที่ดิน ก่อสร้าง รถยนต์ และอื่น ๆ อีกมากมายผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ผู้บริหารหลายคนโตไม่ทัน บางคนความสามารถไม่เพียงพอ นายก่อร่างมีเวลาไม่เพียงพอในการดูแลให้ทั่วถึง การรั่วไหลเริ่มเกิดมากขึ้น การแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ในองค์กร การแข่งขันกันเอง ผลประโยชน์เริ่มไม่ลงตัว เริ่มมีผู้บริหารลาออกพร้อมนำพนักงานออกตามไปด้วย
นอกจากนี้ยังมีการทำธุรกิจทับซ้อนกัน เหมือนกัน มีการแย่งลูกค้าไปทำเอง มีการขอซื้อสินค้าของบริษัทไปขายโดยขอเครดิต ราคาพิเศษและยังนำไปขายลูกค้าของบริษัทเดิมนั่นเอง มีการอนุมัติสิทธิพิเศษต่าง ๆ โดยผู้บริหารระดับสูงจนทำให้บริษัทขายขาดทุน มีการสั่งซื้อสินค้าทับซ้อนเข้ามาโดยไม่มีเหตุผลเช่น สินค้าที่เหมือนกันแต่แพงกว่า เป็นต้น มีการปฏิเสธ SUPPLIERS ใหม่ สินค้าใหม่ ๆ แต่ผู้บริหารบางคนนำไปดำเนินการเองโดยตั้งบริษัทใหม่ของตัวเองขึ้นมา มีปัญหาของผู้บริหารมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง และอื่น ๆ อีกมากมายในขณะนั้นเป็นช่วงพ.ศ.2538-2539 นายก่อร่างเริ่มได้รับข้อมูลและพยายามคิดหาวิธีแก้ไข แต่สิ่งที่นายก่อร่างคาดไม่ถึงมีมากมายเช่น ผู้บริหารระดับสูงหลายรายที่เขาสร้างขึ้นมา สนับสนุนทุกอย่าง ให้ทั้งเงิน ความรู้ ครอบครัว อำนาจ ความไว้วางใจ ความจริงใจ แต่สิ่งที่เขาได้รับคือการแยกตัวออกไป นำผลประโยชน์ออกไป ทำร้ายชื่อเสียงของนายก่อร่าง ของบริษัท คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ดังนั้นผลที่เกิดกับนายก่อร่างเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างเหนือความคาดหมาย ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่เขาลงทุนกับความเชื่อเรื่องการให้ การให้ทุกๆ อย่างที่คาดว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อเพื่อนร่วมก่อตั้ง ต่อผู้บริหารระดับสูง ต่อพนักงาน และสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ “การขยายอย่างไร้ขีดจำกัดคือบ่อเกิดของความหายนะ”
โดย นายธนพล ก่อฐานะ
ที่ปรึกษาSMEs ศูนย์ประสานและบริการSMEs1
ฝ่ายประสานและบริการSMEs



