30
, เม.ย.
0 New Articles

เอสเอ็มอี
การแข่งขันด้านราคา จะนำไปสู่ความสูญเสียด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นธุรกิจจะต้องแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือบริการก็ตาม



ปีนี้นักธุรกิจระดับบิ๊กของเมืองไทยหลายๆ คนประเมิณว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยจะไม่ดีกว่าปีที่ผ่านมาเท่าใดนัก หรือเรียกว่า ค่อนข้างจะทรงตัว ในขณะที่นายกรัฐมนตรีบอกค่อนข้างสวนกระแสว่า จีดีพีปีนี้จะโตไม่น้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ เพราะรัฐบาลต้องวิ่งให้ไวขึ้น และไม่อยู่นิ่งรอรับชะตากรรม

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันทางธุรกิจและการตลาดในปีจอนี้จะเพิ่มความเข้มข้น และถึงลูกถึงคนมากกว่าเดิม

โดยส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่การลดราคา และอัดฉีดโปรโมสชั่นเป็นระแสหลัก เพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าไว้ และบางส่วนก็หวังว่า  จะสามารถดึงลูกค้าจากคู่แข่งได้

คำถามที่น่าสนใจคือ กรณีนี้จะเป็นวิธีคิดทางการตลาดที่ถูกต้องหรือไม่

คำตอบคือ ถูกต้องในบางช่วงเวลาและสถานการณ์ในช่วงนั้นๆ และต้องเป็นการทำในช่วงสั้นๆ ไม่ใช่ทำอย่างต่อเนื่องระยะยาวเพราะ บริษัทที่จะรุกทางการตลาดและเติบโตอย่างยั่งยืนจะต้องวางยุทธศาสตร์ ด้วยการใส่ “นวัตกรรม” ด้านคุณภาพ และบริการเข้าไป

พูดอีกอย่างหนึ่งคือ การแข่งขันด้านราคา จะนำไปสู่ความสูญเสียด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ดังนั้นธุรกิจจะต้องแข่งขันด้านความคิดสร้างสรรค์ของนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพหรือบริการก็ตาม

โดยสรุปคือ ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้ลูกค้า ด้วยการสร้างความต่างของนวัตกรรม ในยุคที่เศรษฐกิจทรงตัวหรือขาลง วิธีคีดทางตลาดที่ได้ผลมากที่สุด น่าจะเป็นการ “เพิ่ม” คุณภาพและบริการที่เหนือกว่า แทนที่จะใช้วิธีแข่งขันแบบ “ลดราคา”

ยกตัวอย่างเช่น การแข่งขันด้านราคา และโปรโมชั่นของมือถือ ถึงจุดหนึ่งในระยะสั้นก็ต้องหยุดเพราะ รายได้ต่อหัวต่อเลขหมายจะถดถอยไปเรื่อยๆ จึงต้องหันมาแข่งขันด้านคุณภาพ เครือข่าย และบริการในรูปแบบต่างๆ

กรณีของสินค้า OTOP ก็เช่นกัน วันนี้ต่างแข่งกันก๊อปปี้ ผลิตสินค้าจำนวนมาก ถ้าหากไม่ปรับแนวคิดใหม่ ก็จะวิ่งไปสู่หนทางที่ล้มตาย แทนที่จะเติบโต และอุตสาหกรรมของสินค้า OTOP ก็จะเดินไปไม่ถึงฝั่ง หรือย่ำอยู่กับที่ ไม่มีการพัฒนา และไม่สามารถกระโดดออกไปสู่การแข่งขันในเวทีการค้าโลกได้

หนทางอยู่รอดของสินค้า OTOP จะต้องทำดังนี้ 1.ปรับแนวคิดใหม่ของ “คน” ด้วยการแข่งขันด้านไอเดียหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ใช่แข่งกันกับ “ก๊อปปี้” ทั้งนี้เพื่อสร้าง demand ขึ้นมาใหม่ 2.รัฐและเอกชนต้องช่วยสร้างระบบบริหารจัดการใหม่ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค และก้าวไปสู่ Global 3.ต้องสร้างระบบ training บุคลากรทั้งภาครัฐและเอกชนให้เข้าใจปรัชญาของสินค้า OTOP และยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนไปว่าต้องการเดินทางไปสู่เป้าหมายใด

นี่คือ หลักการของการสร้าง demand creation ซึ่งเป็นแนวทางการตลาดที่จะสามารถเติบโต และอยู่รอดในธุรกิจในยุคจากนี้เป็นต้นไป

ความหมายว่า  ธุรกิจที่จะมีความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันทางธุรกิจจะต้อง shift ไปสู่จุดที่สร้างมูลค่า หรือเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าให้กับลูกค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำ ได้คือ มองที่ลูกค้าเป็นหลัก และมองคู่แข่งไปด้วยในขณะเดียวกัน

สำคัญคือ ต้องศึกษา lifestyle ของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มด้วยว่า มีรสนิยทหรือชื่นชอบในเรื่องใด รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคสินค้าด้วยว่า เป็นเช่นใด

นายดี พัก เจน คณะบดีเคลลอกก์สกูล ออฟ แมเนจเม้นต์ เคยมองในฐานะนักการตลาดในช่วงที่เดินทางมาประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า แนวโน้มของประเทศไทยจากนี้ไป ควรให้ความสำคัญกับ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล สปา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับรถยนต์ โดยเน้นที่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ การวิจัยและพัฒนา ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบอีกต่อไป เพราะสิ่งที่ได้มีแค่ค่าแรงไม่มีคุณค่าเพิ่ม

ส่วนอุตสาหกรรมที่ควรลดความสำคัญลง อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพราะปัจจุบันจีนมีต้นทุนในการผลิตที่ ต่ำมากเมื่อเทียบกับไทย

“ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะกลายเป็นช่วงเวลาของเศรษฐกิจเอเชีย โดยเศรษฐกิจจีนและอินเดียจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงไทย ตลอดจนญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง นั่นหมายความว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เป็นหนึ่งของเอเชียขึ้นมาซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้เอเชียมีพลังและบทบาทอย่าง มากเหมือนอย่างที่สหภาพยุโรปทำได้มาแล้ว  บางคนกล่าวถึงการมีเงินสกุลเดียวของประเทศในเอเชีย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่สามารถทำได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอีก 10-15 ปีข้างหน้า แต่ที่ทุกประเทศในเอเชียต้องคิดคือ จะร่วมมือกันอย่างไรเพื่อทำให้เกิดสิ่งนึ้ขึ้นมา เหมือนสหภาพยุโรปที่ก็ใช้เวลาหลายปีก่อนที่จะเกิดเงินยุโรปขึ้นมาได้”

อ้างอิง : นสพ.บิสิเนสไทย  หัวข้อ Opinion ระหว่างวันที่ 16-22 มกราคม 2549