30
, เม.ย.
0 New Articles

เอสเอ็มอี

ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี ตัน ภาสกรนที สามารถสร้างอาณาจักรโออิชิ กรุ๊ปที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 จนปัจจุบันมียอดขายต่อปีไม่น้อยกว่า 4,000-4,300 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดชาเขียวพร้อมดื่มถึง 64% จากมูลค่าตลาดรวม 4,000 ล้านบาท

 และ วันนี้เขากำลังผันตัวเป็น นักพัฒนาที่ดินที่ถือหุ้น51%ในบริษัท"ตัน เอสเตรท" บริษัทซึ่งตั้งขึ้นเพื่อลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยมีโครงการในมือไม่น้อยกว่า 3 แห่งรวมกว่า 10,000 ล้านบาทอาทิโครงการพัฒนาย่านเพลินจิตอาเขตมูลค่า 7,000 ล้านบาท ,โครงการบานาน่าสแควร์ และมังคี่ มอลล์ ลพบุรี 700 ล้านบาทและโครงการรีสอร์ต สไตลส์โมรอก ที่ปรานบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 350 ล้านบาท

อะไรคือเบี้องหลังความสำเร็จของชายคนนี้ มามองอีกด้านความสำเร็จจากบทเรียนของความล้มเหลว

"จริง ๆแล้วผมเป็นคนที่ไม่สนใจความสำเร็จของคนเท่าไร แต่ผมสนใจความล้มเหลวของคนมากกว่า " ตัน ภาสกรนที กรรมการผู้จัดการ โออิชิกรุ๊ป กล่าวตอนหนึ่งเมื่อเขาได้มาเป็นแขกรับเชิญในงาน "เอ็กคูซีฟแอดมารวย " ซึ่งห้องสมุดมารวยจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน

"เพราะจริง ๆความสำเร็จของคน มักจะนำมาใช้กันอีกรอบไม่ได้ ทั้งความรวย และวิธีการ เพราะโอกาสที่จะมีเหมือนกันมันไม่มีแล้ว อย่างแคมเปญ "รวยฟ้าผ่า" ที่ผมทำไปแล้ว ถึงแม้วันนี้จะมีคนมาลอกเลียนแบบ แจกรถแจกเงินวันละล้านก็ไม่ดังเท่าผมทำ แต่ความล้มเหลวกี่ปี มันก็เหมือนเดิม ผ่านไป l0-20 ปีก็แบบเดิม และส่วนใหญ่ปัญหายาก ๆ คนจะวิเคราะห์กันหมดแล้ว แต่ที่ผิดพลาดก็คือเรื่องง่าย ๆและผมเองก็เจ็งมาหลายรอบแล้ว"

ตัน กล่าวว่า เขาเผชิญปัญหามาสารพัดทุกรูปแบบ และบริหารปัญหาอยู่บ่อย ๆ จนมาวันนี้เขาไม่รู้สึกว่าปัญหาคือความเครียด และผมเป็นคนออกจากปัญหาเร็ว " ถ้าเจอปัญหา

เข้ามาเมื่อไร ต้องเงียบ เพื่อเรียกสติและตั้งสมาธิให้ดี และทบทวนว่าเรื่องนี้เคยเกิดขึ้นหรือยัง เราควรจะหารือกับใคร และเรื่องบางเรื่องอย่าคิดว่าเราแก้ได้

เขายกตัวอย่างเรื่องกรดเกลือในชาเขียว " เป็นวิกฤติธุรกิจที่ผมเจอ ชนิดที่ว่าเทลงพื้นควันขึ้นให้เห็นเลย แต่อย่าให้ผมพูดเลย มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราจะใส่ร้ายใครก็ไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน แต่เรื่องนี้ผมถือเป็นบทเรียน "crisic management " มีคนโทรเข้ามาเราทุกวัน,ไม่เว้นวันอาทิตย์ บางทีเป็นโรคไม่เกี่ยวกับการดื่มชาก็ยังโทรมา อย่างรายหนึ่งเป็นเด็ก คอเคล็ดแม่เด็กยืนยันว่าลูกตัวเองไม่ได้กินอะไรเลย นอกจากชาเขียว จะให้ผมทำอย่างไร ถ้าผมไม่จัดการเขาก็ลงข่าวรายวันทุกวันทั้งกรอบเช้าและกรอบบ่าย ผมก็บอกเลยให้หมอดูแล ผมยินดีรับผิดชอบ แต่ผลวินิจฉัย รายนั้นบอกว่าเป็นฝี เขาก็ขอโทษผม ไม่เกี่ยวกับเราเลย แต่เราช่วยค่ารักษาไป 20,000 บาท เพราะคิดว่ายังถูกกว่าการที่จะต้องมาวิ่งแก้ข่าวหากรายอื่นไม่เชื่อ

เจ้าพ่อชาเขียว กล่าวว่าเหตุการณ์วันนั้นเขาอาจหาทางออกไม่เจอ หากไม่ได้รู้จักกับ อาจารย์ คัตซิโมโต จากญี่ปุ่น คำพูดประโยคเดียว เขาโทรมาบอกผมว่า สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นที่บริษัท

นมของประเทศญี่ปุ่น แค่นมขวดเดียวเป็นพิษ ต้องเจ๊งทันทีทั้งที่ตั้งมา 30 ปี และ กว่าจะฟื้นได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 5 ปี

ผมได้รับคำแนะนำว่า "คุณตันทำอะไรก็ได้ ที่ทำให้คนเห็นว่าเราไม่เสียดายเงิน แต่เห็นความสำคัญความปลอดภัยของเขามาก่อน " วิกฤติครั้งนั้นทำให้ผมได้ทางออกว่า การแก้ไขปัญหาทุกอย่างเราต้องเอาตัวเองเป็นหลัก ต้องนิ่ง ๆ เอาตัวเองลงเข้าไปแก้ไข ลงให้เงินเยอะ บางเรื่องก็อย่าไปเสียดาย และผมท้าพิสูจน์โดยเอาตัวเองภรรยา และลูกชายวัย 3ขวบเรียกว่าเป็นเดิมพัน เราเรียกสื่อมาทำข่าว ทั้งทีวี และหนังสือพิมพ์ แล้วผมให้ลูกโชว์ดื่มชาโออิชิเพื่อเป็นการพิสูจน์ และหลังนั้นเรายังได้ลงทุนกว่า 100 ล้านบาทเพื่อมาสแกนตรวจหาสิ่งแปลกปลอมในกระบวนการผลิต

อีกครั้งหนึ่งคือตอนที่ผมเป็นหนี้กว่า 100 ล้านบาท ตอนนั้นร้านอาหารผมมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท คำว่างูกินหางผมจึงรู้ซึ้งดี คือธุรกิจถ้าไม่ไหว และดอกเบี้ยกินทุน คุณจะหาทางกู้อย่างไรก็เหมือนคุณหาเงินกู้ก้อนสองไปจ่ายก้อนแรก หรือก้อนสามไปจ่ายก้อนสอง จนผมมองว่าไม่ไหวแล้วจึงได้ตัดสินใจขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ทั้ง หมด เริ่มจากขายสร้อยแฟนก่อน ขายที่ดินอย่างตึกแถว 10 ห้อง ๆละ 4 ล้านบาทผมขายให้เสี่ยกวง เจ้าหนี้รายหนึ่ง บอกว่าาผมไม่ไหวแล้ว เฮียช่วยซื้อตึกแถวผมไปก็แล้วกัน เขาต่อเหลือห้องละ 1.5 ล้านบาทผมโอเคเลยทันทีแต่

เขากลับตกใจคิดว่าตัวเองซื้อแพงไป

เพราะฉะนั้นถ้าเป็นหนี้แล้ว อย่าเป็นคนกลัวเสียหน้า อย่าเสียดาย บางครั้งก็ต้องยอมตัดขาดทุนแต่อย่าขายสินทรัพย์หลัก ผมเก็บธุรกิจร้านอาหารไว้ เพราะเป็นสินทรัพย์ตัวเดียวที่สร้างรายได้ ซึ่งรวม ๆแล้วทรัพย์สินที่ไม่ใช่ตัวหลักขายได้ประมาณครึ่งหนึ่งของหนี้ที่มี ที่เหลือก็ทยอยใช้หนี้ จนล้างหนี้หมด เพราะรายรับต่อเดือนจากที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยก็ไม่ต้องจ่าย ก็เริ่มมีมากกว่ารายจ่าย ถึงตอนนั้นผมเริ่มเห็นความแตกต่างชัดระหว่าง นรก-สวรรค์

ผิดกับเมื่อรายจ่ายมากกว่ารายรับ เวลาตื่นนอนเราอยากให้ตื่นอีกทีเห็นชาติหน้าเลย เพราะทำไปแล้วก็ท้อแท้ ทำเท่าไรก็จ่ายไม่หมด แต่เมื่อพลิกได้ สถานการณ์ก็กลับกัน ดอกเบี้ยลดลงเหลือเดือนละ 7-8 แสนบาท แต่รายรับกลับเพิ่มมากขึ้นจาก เดือนละ 1.2 ล้านบาทเป็น 2 ล้านบาท และแบงก์ยังขยายวงเงินกู้ให้อีก บทเรียนจากการเป็นหนี้ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของผู้ใหญ่ ซึ่งได้ผลจริง ๆก็คืออย่าหนีหนี้ ต้องมีความจริงใจ อย่าให้เจ้าหนี้เป็นฝ่ายโทรมา เราควรเป็นฝ่ายโทรไปบอกก่อนหากยังไม่มีจ่าย เพราะปัญหาบางทียิ่งหนีก็ยิ่งใหญ่ แต่ปัญหาบางเรื่องกลับต้องถอย เหมือนภูเขา เดินออกมาห่าง ภูเขาก็ดูเล็ก (ต่อตอน 2)




แหล่ง : ฐานเศรษฐกิจ (www.thannews.th.com)