30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4039

การแพร่กระจายของอาหารมองได้ว่าเป็นการรุกรานทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ในยุคนี้จึงมีผู้ต่อต้านสหรัฐอเมริกา ถึงขนาดยอมฝ่าฝืนกฎหมายเข้าไปทำลายร้านอาหารแมคโดนัลด์ เพราะเห็นว่าแมคโดนัลด์คือ สัญลักษณ์ของจักรวรรดินิยมอเมริกัน ทั้งที่มีผู้ต่อต้าน ในปัจจุบันแมคโดนัลด์มีร้านกว่า 31,000 ร้าน กระจัดกระจายอยู่ในกว่า 100 ประเทศ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะไปเปิดที่ไหน อาหารจานด่วนของแมคโดนัลด์มักได้รับความนิยมสูงทันที รวมทั้งในประเทศที่มีอาหารเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเองอยู่แล้วด้วย เช่น ไทย จีน อินเดีย อิตาลี เกาหลี ญี่ปุ่น และฝรั่งเศส ความสำเร็จของแมคโดนัลด์ถูกลอกเลียนแบบอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านตัวอาหารอันมีแฮมเบอร์เกอร์ กับมันฝรั่งทอดเป็นตัวชูโรง ในด้านการบริการซึ่งเป็นแบบจานด่วน และในด้านรูปแบบของการทำธุรกิจ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการให้สัมปทาน หรือแฟรนไชส์แก่ผู้ประกอบการของแต่ละร้านโดยตรง

ผู้สร้างแมคโดนัลด์ขึ้นจนเป็นตำนานเป็นชาวอเมริกันชื่อ Raymond Kroc ซึ่งเสียชีวิตเมื่อปี 2527 ก่อนเสียชีวิต เขาได้เล่าการสร้างแมคโดนัลด์ไว้ในหนังสือแนวความทรงจำชื่อ Grinding It Out : The Making of McDonald"s หนังสือขนาด 200 กว่าหน้าเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2520 และขึ้นต้นบทแรกด้วยคำประพันธ์อันแหลมคมของวิลเลียม เชกสเปียร์ ในบทละครเรื่องจูเลียส ซีซาร์ ตอนบรูตัสกำลังสมรู้ร่วมคิดกับแคสเชียสเพื่อสังหารซีซาร์ คำประพันธ์นั้นคือ ปรัชญาที่ผู้เขียนนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและในการทำธุรกิจของเขาซึ่งมีใจความว่า -

There is a tide in the affairs of men, ชีวิตเราควรเฝ้าแลกระแสสินธุ์

Which, taken at the flood, leads on to fortune, ยามเจิ่งหนักรีบตักไว้ใช้อาบกิน

Omitted, at the voyage of their life หากเหือดสิ้นจะทุกข์ยากลำบากกาย

Is bound in shallows and in miseries. ณ บัดนี้มีน้ำนองเปี่ยมสองฝั่ง

On such a full sea are we now afloat, อย่ามัวนั่งเชือนเฉยเลยสหาย

And we must take the current when it serves, หากว่ามัวสาละวนจนน้ำวาย

Or lose our ventures. จะเสียดายโอกาสทองของสองเรา

ผู้เขียนใช้บทที่ 1 เล่าถึงโอกาสที่เกิดขึ้นเมื่อภาวะแวดล้อมเอื้ออำนวย ในบรรดาภาวะเอื้ออำนวยทั้งหลายในชีวิตของเขา การเดินทางไปดูร้านขายอาหารนอกเมืองเล็กๆ ชื่อซานเบอร์นาดิโน ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2497 สร้างจุดพลิกผันสำคัญยิ่ง ตอนนั้นเขาอายุ 52 ปี มีโรคประจำตัวหลายอย่างรวมทั้งเบาหวานและไขข้ออักเสบ เขาเป็นตัวแทนขายเครื่องปั่นนมให้ร้านอาหารและร้านขายเครื่องดื่ม เขาได้ข่าวว่าร้านขายอาหารแห่งนั้นต่างกับร้านทั่วไป เพราะใช้เครื่องปั่นนมของเขาถึง 8 เครื่อง หลังจากสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ และคุยกับลูกค้าที่มาซื้ออาหารจานด่วน ที่มีแฮมเบอร์เกอร์ และมันทอดเป็นหลักอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เขาจึงเข้าไปขอพบเจ้าของ ซึ่งเป็นสองพี่น้องตระกูลแมคโดนัลด์ หลังการพบกันในวันรุ่งขึ้นอีกครั้ง เขาก็ได้สัญญาจากพี่น้องคู่นั้นในฐานะผู้ได้สัมปทานนำแนวการทำธุรกิจอาหารจานด่วน ของแมคโดนัลด์ไปขยายในพื้นที่อื่น หลังจากเล่าถึงเหตุการณ์นั้นคร่าวๆ แล้ว เขาจึงย้อนกลับไปเล่าเรื่องส่วนตัวของเขา ที่เดินมาถึงจุดนั้นละเอียดขึ้นในบทที่ 2-5 และเล่าการพัฒนากิจการแมคโดนัลด์ ไปจนจบในบทที่ 16

ผู้เขียนเล่าว่า เขาเกิดที่ชานนครชิคาโก เมื่อปี 2445 เป็นลูกคนโตซึ่งมีน้องชายหนึ่งและน้องสาวหนึ่ง พ่อเรียนจบแค่ชั้นมัธยม 2 และทำงานกับบริษัทโทรเลข เขาไม่ได้บอกว่าแม่เรียนจบชั้นไหน นอกจากบอกว่าเป็นแม่บ้านแ ละหารายได้เสริมด้วยการสอนเปียโน พ่อของเขาผลักดันให้ลูกๆ เรียนหนังสือ แต่เขาเองไม่ค่อยสนใจในการเรียนนัก จึงออกไปหางานทำหลังจากเรียนจบชั้นมัธยม 4 ส่วนน้องชายของเขาเรียนจนได้ปริญญาเอก สิ่งสำคัญที่เขาได้จากบ้านคือ ความสามารถในการเล่นเปียโนและการรักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบที่ยายของเขาเคี่ยวเข็ญ พร้อมกับทำตัวอย่างให้เห็นเป็นประจำ เมื่อเริ่มแตกพานเขาก็ออกหางานทำนอกเวลาเรียน เมื่อได้เงินมาก็ชวนเพื่อนลงทุนเปิดร้านเล็กๆ ขายเครื่องดนตรี หลังจากร้านนั้นล้มเหลว เขาก็ออกไปขายริบบิ้นผูกผม พร้อมกับเข้าร่วมวงดนตรี การเล่นดนตรีนี่เองที่ทำให้เขาพบวัยรุ่นลูกเจ้าของโรงแรมขนาดเล็ก ซึ่งต่อมาจะเป็นภรรยาของเขา

ผู้เขียนบอกว่า เขาสนุกกับการทำงานทุกอย่างเพราะมันไม่ต่างกับการเล่น แต่เบื่อการเรียนเป็นที่สุด ฉะนั้นเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นตอนที่เขาเรียนจบชั้นมัธยม 4 เขาก็สมัครเข้าเป็นทหาร โดยการโกงอายุ แต่สงครามยุติก่อนที่เขาจะถูกส่งไปแนวหน้า เขาย้ายตามพ่อไปหางานทำในนครนิวยอร์ก เมื่อพ่อได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการและต้องย้ายไปประจำอยู่ที่เมืองนั้น แต่ผู้เขียนทำงานอยู่ไม่นาน บริษัทก็ล้มละลาย เขาจึงถือโอกาสย้ายกลับบ้านเดิมเพื่อไปหาแฟนสาว เขาจะแต่งงาน แต่พ่อไม่ยอมเพราะเขาไม่มีงานทำและยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่หลังจากเขาได้งานขายถ้วยกระดาษกับบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง พ่อก็ยอมให้เขาแต่งงานในตอนที่เขาอายุย่างเข้า 20 ปี เขาขายถ้วยในตอนกลางวันและเล่นดนตรีตามสถานีวิทยุในตอนกลางคืนเพื่อหาเลี้ยงภรรยาซึ่งต่อมามีลูกสาวให้เขาหนึ่งคน เนื่องจากเขาและภรรยาพยายามใช้จ่ายอย่างประหยัด หลังจาก 3 ปีเขาก็มีเงินสดพอซื้อรถยนต์ได้ เขาขอพักงาน 5 เดือนและขับรถยนต์นั้นพาครอบครัวไปถึงไมอามี รัฐฟลอริดา เพื่อจะไปหากินทางขายอสังหาริมทรัพย์ แต่งานนั้นไม่ประสบความสำเร็จ เขาจึงต้องเล่นดนตรีหาเลี้ยงชีพอยู่หลายเดือนก่อนที่จะเดินทางกลับไปชิคาโก การเล่นดนตรีครั้งนั้นเขาเล่นในร้านอาหารชั้นสูงที่เขาสังเกตว่าขายอาหารเพียงไม่กี่อย่าง แต่ให้บริการชั้นยอดเยี่ยม ข้อสังเกตนั้นมีความสำคัญต่อแนวการทำร้านอาหารของเขาในเวลาต่อมา ซึ่งวางอยู่บนแนวคิดชื่อว่า "จูบ" หรือ KISS อันเป็นคำย่อของ Keep It Simple, Stupid นั่นคือ อย่าพยายามทำอะไรที่ใช้กระบวนการสลับซับซ้อน

ผู้เขียนกลับไปขายถ้วยกระดาษให้บริษัทเดิม เขามีรายได้ดีมากทั้งที่ตอนนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างหนัก จนพ่อของเขาเองตรอมใจตาย เพราะธุรกิจการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ขาดทุนย่อยยับจากการแตกของฟองสบู่ เขาซื้อทั้งบ้านและรถยนต์ใหม่ได้ แถมยังมีเงินจ้างคนรับใช้มาอยู่ช่วยดูแลบ้านและลูก ในระหว่างนั้นเขาไปพบการทำนมปั่นแบบใหม่ ซึ่งใช้นมแช่แข็งผสมนมสดแทนวิธีเก่าซึ่งใช้อีสครีมผสมนมสด ปรากฏว่ามีผู้นิยมมาก แต่เนื่องจากการปั่นนมชนิดนี้ต้องใช้เครื่องปั่นที่ทนทานกว่าเครื่องที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จึงมีคนประดิษฐ์เครื่องปั่นชนิดใหม่ขึ้นมา เขาเห็นว่านั่นเป็นโอกาสดีที่เขาจะก้าวหน้าในด้านการทำธุรกิจ เขาจึงตัดสินใจตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่เพื่อขายเครื่องปั่นนั้น อย่างไรก็ตามภรรยาของเขาไม่เห็นด้วยและไม่ยอมช่วยอะไรทั้งสิ้น แม้เขาจะขอร้องเนื่องจากในตอนต้นเขามีเงินทุนเพียงจำกัด และถูกเอาเปรียบจากผู้ร่วมทุน จนต้องเอาบ้านไปจำนองซ้ำสองเพื่อนำเงินมาถ่ายถอนหุ้นของผู้ร่วมทุน การปฏิเสธของภรรยาเป็นที่มาของความขัดแย้งเบื้องต้นที่พัฒนาไปจนเป็นปัญหาใหญ่ในเวลาต่อมา แต่เขามองว่าการจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จจะต้องกล้าเผชิญกับความเสี่ยง

ธุรกิจเครื่องปั่นนมของผู้เขียนยังตั้งตัวไม่ได้ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเขาต้องหยุดผลิตเครื่องปั่น เพราะรัฐบาลกักวัตถุดิบไว้เพื่อใช้ทำอาวุธ เขาต้องหางานใหม่ และได้งานขายถ้วยกระดาษและนมผง จนกระทั่งสงครามยุติ เวลาผ่านไปหลายปีก่อนที่เขาจะเริ่มเรียนรู้ว่า เครื่องปั่นนมของเขาอาจหมดสมัยและเขาต้องหาธุรกิจใหม่ทำ เมื่อเขาได้ข่าวว่าร้านขายอาหารในรัฐแคลิฟอร์เนียมีเอกลักษณ์บางอย่างน่าสนใจ เขาจึงเดินทางไปดู นั่นคือจุดพลิกผันสำคัญที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานอาหารจานด่วนแมคโดนัลด์

หน้า 42

Grinding It Out / จากตำนานของอาหารจานด่วน (2)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมาThis email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4040

ผู้เขียนพูดถึงสัญญากับพี่น้องแมคโดนัลด์ว่า เขาจะได้ส่วนแบ่ง 1.9% จากยอดขายของผู้ประกอบการซึ่งรับสัมปทานไปตั้งร้าน และ 0.5% จากส่วนแบ่งนั้นจะเป็นของสองพี่น้อง เขาจะสามารถเก็บค่าสัมปทานจากแต่ละร้านได้ 950 ดอลลาร์ เพื่อเป็นค่าแสวงหาที่ดินและนายทุนที่จะมาสร้างร้านตามมาตรฐานของร้านที่ตกลงกัน สัมปทานจะมีอายุ 20 ปี ทั้งที่เขามีสัญญากับสองพี่น้องแมคโดนัลด์เพียง 10 ปีเท่านั้น ต่อมาเขาได้ยืดสัญญาเป็น 99 ปี ผู้เขียนบอกว่าสัญญามีปัญหาบางอย่าง ซึ่งเขามองไม่เห็นในตอนต้น และต่อมาสร้างความปวดหัว ให้การขยายกิจการของเขาอย่างต่อเนื่อง ร้ายยิ่งกว่านั้นเมื่อเขากลับไปถึงบ้าน แทนที่ภรรยาจะดีใจที่เขามีโอกาสขยายธุรกิจ เธอกลับเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาจนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอกลายเป็นสามีภรรยากันเพียงในนามเท่านั้น

ผู้เขียนเริ่มธุรกิจอาหารด้วยการเปิดร้านแมคโดนัลด์ร้านแรกใกล้ๆ บ้าน ในขณะที่ยังทำงานเป็นประธานบริษัททำเครื่องปั่นนมต่อไป ทั้งนี้เพื่อจะเรียนรู้ด้วยตัวเองว่า การทำร้านแมคโดนัลด์นั้น มีอุปสรรคอะไรและจะแก้ไขอย่างไร จึงจะทำให้ร้านสะท้อนปรัชญาของเขา คือ สะอาด บริการดี มีคุณภาพเสมอต้นเสมอปลาย และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเงิน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะมันจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาร้านของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาเชื่อว่ากิจการร้านอาหารจะสำเร็จไม่ได้ ถ้าลูกค้ามาครั้งเดียวแล้วเลิก

การสร้างกิจการใหม่เป็นงานที่หนักหนาสาหัสสำหรับเจ้าของ ผู้เขียนบอกว่าเขาโชคดีที่มีผู้ร่วมงานในตอนเริ่มต้นสองคน ที่มีทั้งความสามารถและความทุ่มเท ในปีแรกๆ เขาต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ สองคนนั้นก็ทำด้วย จนแทบไม่มีเวลากลับไปหาครอบครัว เขาเองไม่มีปัญหาเพราะลูกสาวคนเดียวได้แต่งงานแยกบ้านไปแล้ว ส่วนความสัมพันธ์กับภรรยาก็อยู่ในสภาพมองหน้ากันไม่ติด แต่สองคนนั้นยอมสละความสุขจากการอยู่กับลูกและครอบครัว ทั้งที่เขาไม่มีค่าตอบแทนให้มากนักนอกจากเงินเดือนเบื้องต้นและหุ้นส่วนในบริษัทใหม่ ซึ่งตอนนั้นมีค่าไม่เกินกว่ากระดาษเปล่าเท่านั้น จริงอยู่ความศรัทธาในตัวเขา และความเชื่อว่าธุรกิจอาหารจานด่วนของเขา จะมีอนาคตไกล ทำให้สองคนนั้นเป็นมหาเศรษฐีในเวลาต่อมา แต่ในตอนต้นสองคนนั้นไม่มีทางรู้เลยว่า ร้านแมคโดนัลด์จะประสบความสำเร็จ

ผู้เขียนบอกว่าในด้านของการวางกรอบธุรกิจ การตัดสินใจของเขาสองด้านมีผลสำคัญยิ่งสำหรับระบบสัมปทานแมคโดนัลด์ นั่นคือบริษัทของเขาจะไม่เป็นผู้ขายส่วนประกอบอาหารและปัจจัยอื่นให้แก่ผู้ประกอบการของร้านแมคโดนัลด์ หากเป็นผู้ตั้งมาตรฐานของร้าน ของส่วนประกอบอาหารและการทำอาหารที่ได้จากประสบการณ์และการวิจัย และของปัจจัยอื่นๆ การทำเช่นนั้นนอกจากจะหลีกเลี่ยงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และเอื้อให้ผู้ประกอบการ สามารถซื้อของจากผู้ขายส่งได้ในราคาต่ำที่สุดแล้ว ต่อมายังทำให้ไม่เกิดปัญหาเรื่องการฝ่าฝืนกฎหมายการค้าขายแบบผูกขาดอีกด้วย อีกประการหนึ่ง ร้านแมคโดนัลด์จะไม่ยอมให้มีการติดตั้งโทรศัพท์สาธารณะ ตู้ดนตรีและตู้ขายของเบ็ดเตล็ดแบบหยอดเหรียญทุกชนิดภายในร้าน จริงอยู่สิ่งเหล่านั้นทำรายได้เพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ แต่มันมักนำไปสู่การเดินเข้าออกของผู้ที่ไม่ซื้ออาหาร และการใช้เวลานั่งแช่อยู่ในร้านอันเป็นการก่อกวนความสงบของลูกค้าซึ่งพาครอบครัวออกมารับประทานอาหาร

หลังจากเวลาผ่านไปชั่วระยะหนึ่ง ผู้เขียนและผู้ร่วมงานสองคนที่เขาจ้างมาตั้งแต่ตอนต้นมองว่า การจะรอรายได้จากค่าสัมปทานและเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของร้านของผู้ได้สัมปทานเท่านั้นไม่พอ บริษัทของเขาเองควรจะตั้งร้านของตัวเองสัก 10 กว่าร้าน ซึ่งจะทำรายได้ให้บริษัทอย่างเสมอต้นเสมอปลาย อย่างไรก็ตามการตั้งร้านเองต้องใช้เงินทุนซึ่งเขาเองไม่มี ร้ายยิ่งกว่านั้นเขาไม่สามารถยืมจากธนาคารได้มากนัก เนื่องจากเขามีสินทรัพย์สุทธิในตอนนั้นเพียงไม่ถึง 1 แสนดอลลาร์ หลังจากมองหาแหล่งเงินและวิธีการกู้ยืมต่างๆ อยู่นาน เขาและผู้ร่วมงานก็ตัดสินใจแบ่งหุ้นให้บริษัทประกันภัยเพื่อแลกกับเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายกิจการร้านอาหารอย่างจริงจังของเขา และเป็นฐานที่ทำให้ร้านแมคโดนัลด์เริ่มติดปีกบิน อีกไม่กี่ปีต่อมา ผู้เขียนทราบว่าบริษัทประกันภัยที่ให้เขายืมเงินขายหุ้นต่อไปได้อย่างน้อย 7 ล้านดอลลาร์

การขยายกิจการนำปัญหาเข้ามามากมายหลายด้าน ปัญหาสำคัญด้านหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาของเขากับผู้ร่วมงาน ซึ่งนำไปสู่ความแตกแยกกันในตอนหลัง นั่นคือผู้ร่วมงานคนที่เป็นหัวจักรสำคัญด้านการเงินมาตั้งแต่เริ่มต้น ต้องการให้บริษัทของเขาเป็นผู้ประกอบการร้านอาหารเสียเอง แต่เขาไม่ต้องการทำเช่นนั้น หากต้องการให้ร้านแมคโดนัลด์ส่วนใหญ่ อยู่ในมือของผู้ประกอบการ บริษัทของเขาจะทำเองบ้าง แต่ก็จะไม่ให้เกิน 30% ของจำนวนร้านทั้งหมด นอกจากนั้นผู้ร่วมงานคนนั้นยังขี้เหนียวเรื่องการใช้จ่ายเงินเพื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ส่วนเขามองว่าการโฆษณา และการประชาสัมพันธ์มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการเผยแพร่ชื่อเสียงของแมคโดนัลด์ ให้เป็นที่รู้จักกันแบบติดปากของผู้บริโภคโดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งจะกดดันพ่อแม่และปู่ย่าตายายให้พาไปร้านแมคโดนัลด์ เมื่อพวกเขาเห็นการโฆษณาผ่านการ์ตูนน่ารักๆ ในจอโทรทัศน์

อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ความสัมพันธ์กับสองพี่น้องแมคโดนัลด์เอง ตามสัญญา ลักษณะของอาคารร้านอาหารที่ตกลงกันไว้ เป็นอาคารแบบแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่มีห้องใต้ดินและเครื่องทำความร้อน เพราะอากาศในแคลิฟอร์เนียอุ่นอยู่ตลอดปี ทำให้สามารถเก็บมันฝรั่งไว้ได้ตามธรรมชาติในเพิงหลังร้าน การเก็บแบบธรรมชาตินั้น มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพของมันฝรั่งทอด แต่ในเขตหนาวเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ เขาต้องใช้ห้องใต้ดินและเครื่องทำความร้อน แต่เมื่อเขาขอเปลี่ยนรูปแบบของร้าน สองพี่น้องนั้นก็ไม่ยอมตอบเป็นทางการว่าจะให้ทำได้หรือไม่ เขาจึงต้องเสี่ยงทำไป ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้สองพี่น้องยกเลิกสัญญาเมื่อไรก็ได้ นอกจากจะสร้างปัญหาในแง่นี้แล้ว เขาไม่สามารถควบคุมคุณภาพของร้านที่พี่น้องแมคโดนัลด์เป็นผู้ประกอบการในแคลิฟอร์เนียได้ แม้เขาจะเห็นว่าคุณภาพของอาหารที่นั่นต่ำกว่ามาตรฐาน และรายการอาหารถูกเปลี่ยนไปจากแนวคิดเดิม ทั้งนี้เพราะเขากลัวว่าถ้าเขาบอกสองพี่น้องนั้น สัญญาอาจถูกยกเลิก

อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ การปลูกฝังปรัชญาด้านทัศนคติในการทำร้านอาหารให้ผู้ประกอบการ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เขามองว่าผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีความฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ แต่ต้องเป็นผู้มีสามัญสำนึก ยึดหลักการ ทุ่มเทต่องาน และมีความอดทนเป็นเลิศ ผู้ประกอบการในท้องถิ่นต่างกันมักมีปัญหาต่างกัน แต่พวกเขาจะต้องมีทัศนคติในแนวบวกว่า ถ้าพวกเขาพยายาม ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้น ความคิดเช่นนี้ทำให้เขาไม่ยอมแม้แต่จะให้ผู้ประกอบการฟ้องร้องคู่แข่ง ที่พยายามขับไล่ร้านแมคโดนัลด์ ด้วยการลดราคาอาหารแบบเทกระจาด

ในระหว่างที่ธุรกิจใหม่กำลังขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เรื่องส่วนตัวของผู้เขียนวิวัฒน์ไปในทางตรงข้าม ด้านหนึ่งเขาไปตกหลุมรักผู้หญิงที่มีสามีแล้ว ในขณะที่ออกไปตรวจงานในต่างรัฐ แม้เขาจะรักเธออย่างหัวปักหัวปำ แต่เขาทำอะไรไม่ได้เพราะเธอไม่ยอมหย่าสามี ซึ่งเป็นผู้จัดการร้านแมคโดนัลด์ ฉะนั้นสิ่งที่เขาทำได้ในขณะนั้นคือเตรียมพร้อมไว้ โดยการหย่าภรรยาตัวเองซึ่งอยู่ในสภาพเป็นภรรยาเพียงในนามเท่านั้น เพราะความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาได้สิ้นสุดลงนานแล้ว การหย่าร้างทำให้เขาสูญเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งบ้าน รถยนต์ และบริษัททำเครื่องปั่นนม ซึ่งเขาต้องเร่งขายไปด้วยราคาต่ำกว่าราคาตลาดหลายเท่า เพราะต้องเอาเงินมาเป็นค่าทนาย นอกจากนั้นเขายังต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูภรรยาอีกปีละ 30,000 ดอลลาร์ ซึ่งนับว่ามากโขในยุคนั้น สิ่งที่เขาเหลืออยู่คือหุ้นส่วนในบริษัทประกอบการแมคโดนัลด์เพียงอย่างเดียว

หน้า 42

Grinding It Out / จากตำนานของอาหารจานด่วน (จบ)

คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์ โดย ดร.ไสว บุญมา This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4041

หลังจากหย่าภรรยาและขายบริษัททำเครื่องปั่นนมแล้ว ผู้เขียนเริ่มมองหาทางที่จะเป็นอิสระจากสองพี่น้องแมคโดนัลด์ ทางเดียวที่จะทำได้คือต้องจ่ายเงินเพื่อยกเลิกสัญญา สองพี่น้องก็รู้ว่าพวกเขาสามารถโก่งราคาได้ จึงเรียกค่าเลิกสัญญาถึง 2.7 ล้านดอลลาร์ ในขณะนั้นบริษัทของผู้เขียนไม่มีเงิน ฉะนั้นการกู้จากผู้อื่นคือทางออก ในกรณีนี้เขาต้องใช้วิธีทำสัญญาให้เจ้าของเงินกู้ คิดเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของบริษัท เขารู้ว่าเขาเสียเปรียบมาก แต่ก็ไม่มีทางเลือกจึงยอมกู้เงินในปี 2504 เขาคาดว่าเขาจะต้องใช้เวลาถึง 30 ปี จึงจะสามารถชำระหนี้นั้นได้หมด แต่เขาคาดผิดไปถนัด เพราะแมคโดนัลด์ขยายกิจการได้อย่างรวดเร็ว เพียง 10 ปีเขาก็ชำระหนี้สำเร็จ จำนวนเงินที่เขาต้องจ่ายรวมทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นเป็นจำนวนถึง 14 ล้านดอลลาร์ แม้เงินจำนวนนั้นจะค่อนข้างสูง แต่เมื่อเทียบกับเงินที่เขาประหยัดได้โดยไม่ต้องจ่าย 0.5% ของยอดขายให้กับสองพี่น้องแมคโดนัลด์แล้ว การเลิกสัญญานับว่าคุ้มค่ามาก เพราะหลังจากเลิกสัญญาได้ไม่นาน 0.5% จากยอดขายในปีหนึ่ง มีค่าไม่ต่ำกว่า 15 ล้านดอลลาร์

เมื่อเป็นอิสระจากสองพี่น้องแมคโดนัลด์แล้ว โครงการสำคัญของผู้เขียนได้แก่ การตั้งโรงเรียนฝึกผู้ประกอบการและพนักงาน โดยใช้ห้องใต้ดินของร้านขนาดใหญ่ร้านหนึ่งเป็นห้องเรียน บางครั้งห้องเรียนนั้นมีชื่อเล่นๆ ว่า มหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการปลูกฝังวิธีประกอบการ การทำอาหาร และการบริการ ให้ตรงตามมาตรฐานเดียวกัน ทั่วทุกร้านในเครือข่ายไม่ว่าร้านจะตั้งอยู่ที่ไหน นอกจากนั้นยังมีการสอนแนวการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน อันเป็นการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้กับชื่อแมคโดนัลด์ที่ดีเยี่ยมอีกด้วย หลังจากนั้นบริษัทของเขาก็ทำห้องทดลองต่างๆ เพื่อค้นคว้าหาวิธีทำอาหารให้ดีและมีคุณภาพคงเส้นคงวา ซึ่งต่อมาค้นพบวิธีทำอาหารใหม่ๆ เช่น การแช่แข็งมันดิบ การทำแฮมเบอร์เกอร์ปลา และการทำเมนูอาหารเช้า ห้องเรียนเป็นหนทางสำคัญในการนำผลการวิจัย ออกมาถ่ายทอดให้แก่ผู้เข้าร่วมการฝึก

ทั้งที่ทุกสิ่งทุกอย่างดูจะเข้าที่ แต่ผู้เขียนยังรู้สึกว่าชีวิตของเขาขาดสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด นั่นคือผู้หญิงคนที่เขาหลงรักจนหัวปักหัวปำ และเสนอให้เธอหย่าสามีเพื่อมาแต่งงานกับเขา หลังจากเวลาผ่านไปเป็นนานผู้หญิงคนนั้นจึงปฏิเสธ คำตอบนั้นทำให้เขารุ่มร้อนดังตกอยู่ในกองไฟ เขาจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ให้ไกลจากชิคาโก โดยไปตั้งหลักแหล่งใหม่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

ผู้เขียนเล่าถึงปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของการทำธุรกิจในแคลิฟอร์เนียว่า ผู้ทำส่วนประกอบอาหารส่งมักรวมหัวกันโก่งราคา และบางครั้งพยายามให้สินบนแก่เขาเพื่อให้เขาใช้อิทธิพลกดดันผู้ประกอบการให้ซื้อของราคาแพง แต่เขาบอกว่าเขาไม่ยอมรับเงินใต้โต๊ะเด็ดขาด และพยายามช่วยผู้ประกอบการให้สามารถซื้อของได้ถูกที่สุด วิธีหนึ่งก็คือพยายามแยกผู้ทำส่วนประกอบอาหารบางคนออกจากกลุ่ม และให้เขาเป็นผู้ผลิตสิ่งนั้น ส่งให้แมคโดนัลด์แต่เพียงผู้เดียว การทำเช่นนั้นเอื้อให้ทั้งสองฝ่าย สร้างความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อกันได้ในระยะยาว หลังจากทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดี เขาก็แต่งงานในปี 2506 กับเลขานุการสาวสวยของดาราหนัง จอห์น เวน และซื้อบ้านหลังใหญ่ในย่านที่มีดาราอยู่จำนวนมาก ทั้งที่ใจเขายังระลึกถึงผู้หญิงคนที่ยังไม่ยอมหย่าสามี

การย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนียทำให้ผู้เขียนต้องเดินทางระหว่างที่นั่นกับนครชิคาโกทุกๆ สองสัปดาห์ และใช้เวลาอยู่ในสำนักงานใหญ่ครั้งละประมาณหนึ่งสัปดาห์ นอกจากนั้นเขายังต้องเดินทางออกไปดูงาน และการก่อสร้างร้านในสถานที่ต่างๆ ตลอดเวลา เพราะตอนนั้นการขยายกิจการเป็นไปแบบเต็มลูกสูบ การอยู่ไกลจากสำนักงานใหญ่ก็มีส่วนดี เพราะเขากับเพื่อนร่วมงานคนสำคัญ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการเงิน เริ่มเห็นต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเขาต้องการให้กระจายอำนาจ ในการบริหารลงไปอยู่ในระดับท้องถิ่น ส่วนเพื่อนร่วมงานต้องการสั่งทุกอย่างจากสำนักงานใหญ่ หลังจากถกเถียงกันอยู่นาน เขาเป็นฝ่ายชนะ ความแตกแยกกันนั้นไม่ถึงกับทำให้กิจการหยุดชะงัก และในปี 2509 บริษัทของเขาก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ด้วยราคาค่าหุ้นที่ 22.5 ดอลลาร์ หรือ 20 เท่าของผลกำไร หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เพียงเดือนเดียว หุ้นของแมคโดนัลด์ก็ขึ้นไปถึง 50 ดอลลาร์ ทำให้เขาและเพื่อนร่วมงานตั้งแต่ต้นกลายเป็นเศรษฐีไปตามๆ กัน

หลังจากแมคโดนัลด์เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ไม่นาน เพื่อนร่วมงานของผู้เขียนตั้งแต่เริ่มต้นก็เริ่มลาออกบ้างและเกษียณบ้าง ทำให้เขาต้องทำงานหนักยิ่งขึ้น เมื่อถึงปี 2511 เขาจึงสามารถสละตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด ให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งเขาฝึกไว้ตั้งแต่ตอนต้นได้ อย่างไรก็ตามเขายังทำงานเต็มเวลาในด้านเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ระยะยาว แม้ตอนนั้นเขาจะอายุ 66 ปี และสุขภาพไม่ค่อยดีนักแล้วก็ตาม การไม่เกษียณก็มีผลดีคือในปลายปีนั้น เขาได้ไปร่วมงานการประชุมใหญ่ของผู้ประกอบการร้านแมคโดนัลด์ และพบกับผู้หญิงที่เขาหลงรักหลังจากไม่พบกัน 5 ปี การพบกันครั้งนั้นทำให้ถ่านไฟเก่าลุกโพลงขึ้นมาอีก และไม่นานต่อมาเขาก็หย่าภรรยาคนที่สอง และเธอเองก็ตกลงปลงใจ หย่าสามี ในตอนต้นปี 2512 เขาจึงแต่งงานใหม่และย้ายออกไปอยู่ในไร่ซึ่งเขาซื้อไว้ ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย

เรื่องมิได้จบตรงเมื่อผู้เขียนแต่งงานเมื่ออายุ 67 ปีกับผู้หญิงที่เขาหลงรักมานาน หากงานในบริษัทแมคโดนัลด์ยังดำเนินต่อไป เพราะเขายึดคำขวัญที่เขาติดไว้ในสำนักงานใหญ่ ที่มีใจความว่า "ไม่มีอะไรจะนำความเสื่อมมาให้ได้เร็วเท่ากับการคิดว่าตัวประสบความสำเร็จแล้ว" เขาพยายามขับเคลื่อนให้แมคโดนัลด์ ขยายตัวต่อไปในรูปของการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการอิสระซึ่งเป็นนักธุรกิจขนาดเล็ก นอกจากนั้นเมนูอาหารก็จะต้องพัฒนาต่อไปด้วย เขาเชื่อว่าถ้าบริษัทของเขาไม่พยายามพัฒนา ความเสื่อมย่อมมาเยือนอย่างรวดเร็ว ฉะนั้นแม้สุขภาพของเขาจะไม่ดีนัก แต่เขายังทำงานหนักต่อไป โดยเฉพาะการออกไปดูสถานที่ด้วยตัวเอง แม้คอมพิวเตอร์จะเริ่มเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นก็ตาม ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อว่าธุรกิจบริการอาหารจะพึ่งคอมพิวเตอร์อย่างเดียวไม่ได้ หากจำเป็นต้องใช้การสัมผัสโดยตรง

เมื่อผู้เขียนอายุครบ 6 รอบและทำกิจการแมคโดนัลด์มาครบ 20 ปี เขามีทุกอย่างที่สามัญชนทั่วไปพึงต้องการ แต่เขาก็ยังทำงานต่อไปเพราะเขามีความสุขที่ได้ทำ เขาทิ้งท้ายไว้ว่า ไม่มีใครสามารถมอบความสุขให้แก่ใครได้ ความสุขต้องมาจากการทำงานและการมีความรู้สึกว่าได้ทำสำเร็จ แต่เนื่องจากทางสู่ความสำเร็จมีความเสี่ยง ผู้ต้องการความสำเร็จจะต้องไม่กลัวความล้มเหลวและจะต้องมีจิตวิญญาณของนักบุกเบิก เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่คิดผิดที่คิดว่าเงินจะแก้ปัญหาได้ แต่เขามองว่ามันตรงกันข้าม เงินคือตัวเจ้าปัญหา ยิ่งมีมากปัญหาก็ยิ่งยุ่งยากมากขึ้น และการใช้เงินอย่างชาญฉลาดไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ เลย นอกจากซื้อทีมเบสบอลอาชีพและทีมฮอกกี้อาชีพของเมืองซานดิเอโก ซึ่งอยู่ใกล้กับไร่ของเขาแล้ว ผู้เขียนพยายามใช้เงินก้อนใหญ่ของเขาหมดไปกับการกุศล เช่น ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อส่งเสริมการวิจัยเกี่ยวกับการต่อสู้กับโรคร้ายหลายอย่าง ก่อตั้งโรงพยาบาล และสร้างบ้านพักสำหรับแม่และพ่อที่มารอเด็ก ในระหว่างที่เด็กพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยตั้งชื่อบ้านนั้นว่า "บ้านโรนัลด์ แมคโดนัลด์"

ข้อสังเกต - หนังสือขนาดเล็กเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรก 30 ปีแล้ว อย่างไรก็ตามแนวคิดต่างๆ โดยเฉพาะในการสร้างธุรกิจระบบสัมปทาน หรือแฟรนไชส์ ยังคงใช้ได้กับโลกปัจจุบัน การที่แมคโดนัลด์ประสบความสำเร็จสูงยิ่งจนมีสาขาอยู่ทั่วทุกมุมโลก เป็นพยานชั้นดีที่ชี้ว่า ปรัชญาของผู้เขียนมีความเป็นอมตะ เนื่องจากการดำเนินเรื่องเป็นแบบเบาๆ ในแนวความทรงจำ ซึ่งมีเรื่องส่วนตัวของผู้เขียนเข้ามาแทรก ทำให้หนังสืออ่านง่าย พร้อมกับแฝงข้อคิดไว้ตลอดทั้งเล่ม

หน้า 42

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net