30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา  โดย ภาวิน ศิริประภานุกูล This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4022 (3222)

การปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงของราคาอาหารและพลังงานได้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อผู้คนทั่วโลกครับ พวกเราทุกคนก็น่าจะรู้สึกถึงผลกระทบเหล่านี้ได้ แน่นอนครับว่าพวกเราทุกคนลำบาก มีค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นในแต่ละเดือน ในขณะที่ความสุขสบายในการดำเนินชีวิตลดน้อยลงไป

เมื่อย้อนคิดถึงสภาพความเป็นอยู่ของพวกเราเองเสร็จแล้ว ลองคิดเผื่อไปถึงสภาพความเป็นอยู่ ของเหล่าคนยากคนจนบ้างนะครับ ตามคำนิยามกว้างๆ คนจนคือคนที่มีรายได้ตกอยู่ราววันละไม่เกิน 70 บาท หรือคิดเป็นเดือนก็ราวๆ 2,100 บาท คนจนเหล่านี้ก็ต้องซื้อหาอาหา รและพลังงาน มาอุปโภคบริโภคในราคาเดียวกันกับที่พวกเราซื้ออยู่ โดยที่พวกเขาบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนจนในเมือง แทบจะไม่ได้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าอาหาร และพลังงานใดๆ เลย

สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ราคาอาหารและพลังงานในระดับเดิมก็แทบจะทำให้พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้แล้วครับ พวกเขามีความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือต่อความผันผวนของราคาอาหารและพลังงานน้อยกว่าพวกเรามาก พวกเราบางคนในปัจจุบันอาจแค่มีเงินออมในแต่ละเดือนลดน้อยลง แต่สำหรับกลุ่มคนจนเหล่านี้พวกเขาไม่เคยมีเงินเก็บมาก่อน พวกเขาจึงไม่สามารถเพิ่มค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของพวกเขาได้ตามที่ต้องการ

ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับกับมาตรการจากทางภาครัฐที่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของกลุ่มคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพของพวกเขาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในระยะเวลาอันรวดเร็ว เช่นเดียวกับในช่วงเวลาปัจจุบัน

แต่เนื่องจากการดำเนินการใดๆ ก็ตามของทางภาครัฐมีค่าใช้จ่ายปกติที่สูงมาก มาตรการที่ไม่จำเป็นต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงได้ก็สมควรที่จะหลีกเลี่ยง สำหรับกลุ่มคนฐานะปานกลางไปถึงฐานะดี รัฐบาลก็ไม่น่าจะต้องมีมาตรการอะไรออกมาอุดหนุนจุนเจือ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้น่าที่จะสามารถปรับพฤติกรรมของตนเอง ให้สอดคล้องกับสภาวะของราคาสินค้าในตลาดได้

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้ออกมาตรการชุดหนึ่งซึ่งถูกเรียกกันทั่วไปว่า "6 มาตรการ 6 เดือน" ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะแบ่งเบาภาระ ค่าครองชีพ ของประชาชนเป็นหลัก โดยส่วนตัวแล้ว ผมรู้สึกผิดหวังต่อมาตรการชุดนี้เป็นอย่างมากครับ

ดังที่ผมได้กล่าวเอาไว้แล้วว่า มาตรการต่างๆ จากทางภาครัฐควรจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนจนในเมือง ขณะที่การดำเนินการอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นภาครัฐก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเสีย

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการชุดดังกล่าวมีมูลค่าทั้งสิ้น 4.64 หมื่นล้านบาท โดยมาตรการที่มีมูลค่าสูงที่สุด อยู่ที่การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งมีมูลค่าราว 3.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็นราว 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าของชุดมาตรการทั้งหมด ถ้าผมเดาไม่ผิดสัดส่วนภาษีที่รัฐสูญเสียไป น่าจะตกอยู่ในตะกร้าของน้ำมันเบนซินเป็นส่วนใหญ่

ไม่ต้องพูดถึงการบิดเบือนแรงจูงใจในการประหยัดพลังงานของผู้คนครับ ผมไม่คิดว่ามาตรการมูลค่าราว 70 เปอร์เซ็นต์ ของมาตรการทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนยากจนเป็นหลัก ในขณะที่มาตรการอีกราว 30 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่เหลือ เช่น การให้ครัวเรือนที่ใช้น้ำประปาและไฟฟ้าในปริมาณน้อยไม่ต้องเสียค่าบริการ การให้ขึ้นรถโดยสารประจำทาง และรถไฟชั้น 3 ฟรี ฯลฯ ดูเหมือนจะมีประโยชน์ต่อกลุ่มคนจนมากกว่า

ผมเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ถึงแม้จะไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนยากคนจน แต่อย่างน้อยมันก็น่าจะส่งผลกระทบในทางอ้อม แต่ลองคิดเทียบดูครับว่า ถ้าหากเราเอาเงินภาษีที่ได้ 3.2 หมื่นล้านบาท ไปใช้เพิ่มเติมในมาตรการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อกลุ่มคนจนแล้ว พวกเขาจะได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่

การประกาศใช้ 6 มาตรการ 6 เดือนยังนำมาซึ่งคำถามที่หลายๆ คนเป็นห่วงนั่นคือ เมื่อใช้มาตรการชุดดังกล่าวไปช่วงหนึ่ง แล้วจะก่อให้เกิดอาการ "ติดใจ" ของผู้คนจนอยากจะให้มีการขยายเวลาบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเพิ่มเติมออกไปอีกหรือเปล่า

รายงานการคาดการณ์ราคาสินค้าอาหารและพลังงานจากหลายแหล่งพูดตรงกันว่า ราคาสินค้าเหล่านี้ น่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยราว 3-5 ปี การออกมาตรการลดราคาสินค้าเหล่านี้ก่อให้เกิดภาระทางการคลังจำนวนมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถที่จะดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องเป็นปีๆ ได้

นอกเหนือไปจากประเด็นข้างต้นแล้ว ผมยังคิดว่ามาตรการชุดดังกล่าวดูจะแสดงความตื้นเขินของรัฐบาลออกมา รายงานศึกษาจากหลายๆ แหล่งทั่วโลก รวมไปถึงธนาคารโลก และ IMF ได้เคยมีการพูดถึงผลกระทบของปัญหาการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าอาหารและพลังงาน รวมไปถึงประเด็นนโยบายเร่งด่วนที่ควรมีการบังคับใช้เอาไว้ค่อนข้างมาก ผมคิดว่า 6 มาตรการที่ประกาศออกมาไม่ได้ครอบคลุมประเด็นเหล่านี้เลยแม้แต่ประเด็นเดียว

ปัญหาหลักอันหนึ่งที่มีการพูดถึงมากก็คือ เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มคนยากจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใ นประเด็นของปริมาณสารอาหารที่ผู้คนกลุ่มนี้รับเข้าสู่ร่างกาย แน่นอนครับว่าราคาอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งทำให้สารอาหารที่ผู้คนกลุ่มนี้รับเข้าไปไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

การแก้ปัญหาเร่งด่วนในประเด็นนี้จึงอยู่ที่การพยายามจัดหาแหล่งสารอาหารราคาถูกในท้องถิ่นหรือที่ผลิตเองได้ โดยพุ่งเป้าไปที่อาหารที่กลุ่มคนกลุ่มนี้เข้าถึงได้เป็นหลัก รวมไปถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสารอาหารจากผลผลิตชนิดต่างๆ การแจกอาหารฟรีหรือแจกเงินค่าอาหารเพิ่มเติมให้กับคนกลุ่มนี้โดยตรง

งานศึกษาต่างๆ ที่ผมเคยอ่านต่างพูดตรงกันว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของกลุ่มคนจนอยู่ที่ค่าใช้จ่ายทางด้านอาหาร ปัญหาที่พวกเขากำลังประสบอยู่ในปัจจุบันก็น่าจะเกี่ยวเนื่องกันกับราคาที่พุ่งสูงขึ้นของสินค้าในกลุ่มอาหารครับ ไม่ใช่น้ำมันเบนซิน รถไฟชั้น 3 หรือน้ำประปา การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและคุ้มค่าเม็ดเงินที่สุด น่าจะอยู่ที่การจัดหาอาหารโดยตรงครับ

ประเด็นที่ติดตามมาก็คือ เรื่องสุขภาพของกลุ่มคนจน สารอาหารที่ไม่เพียงพอย่อมส่งผลต่อสุขภาพที่แย่ลงในหลายๆ ด้าน และอาจนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นตามมา ประเด็นในการรับมือก็น่าจะพุ่งไปที่การป้องกันและรักษาสุขภาพ

มาตรการราคาถูกที่รัฐบาลสามารถจัดทำได้ก็คือ การให้ความรู้ในการป้องกันรักษาสุขภาพ การตรวจสอบ และรักษาตนเองเบื้องต้น หากเกิดอาการผิดปกติ นอกจากนั้นการให้บริการตรวจสุขภาพฟ รีในพื้นที่ห่างไกลน่าจะถูกนำมาใช้ให้มากยิ่งขึ้น

เมื่อรายได้ครอบครัวเริ่มไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ครอบครัวยากจนก็อาจจำเป็นจะต้องหาทางเพิ่มรายได้ โดยการเพิ่มจำนวนแรงงานภายในครัวเรือนให้มากยิ่งขึ้น ปัญหาที่ตามมาก็คือ การขาดเรียนหรือการออกจากระบบการศึกษาของนักเรียนนักศึกษาที่มาจากครอบครัวยากจน

ประเด็นการศึกษาของเด็กๆ ในครอบครัวยากจนเป็นประเด็นใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อปัญหาหลายๆ ด้านในอนาคตครับ ดังนั้นการป้องกันการออกจากระบบของเด็กๆ กลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนเป็นอย่างมาก

มาตรการที่น่าสนใจในการรับมือเรื่องนี้น่าจะเป็นโครงการจำพวกอาหารกลางวันฟรีในสถานศึกษา โดยอาจเป็นเพียงแค่สถานศึกษาบางแห่งที่มีสัดส่วนของเด็กๆ จากครอบครัวยากจนค่อนข้างมาก นอกจากนั้นในหลายๆ ประเทศมีโครงการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ให้กับเด็กนักเรียนนักศึกษา โครงการพัฒนาอาชีพเสริมนอกเวลาเรียนที่จัดทำขึ้นมาเฉพาะสำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาเท่านั้น รวมไปถึงโครงการแจกทุนการศึกษาพร้อมเงินดำรงชีพเพิ่มเติมให้กับเด็กนักเรียนกลุ่มนี้ด้วย

มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายหลักที่จะป้องกันเด็กๆ จากครอบครัวยากจนไม่ให้ออกไปจากระบบการศึกษา ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้น่าจะมีส่วนช่วยป้องกันปัญหาอาชญากรรม โรคระบาด การขายบริการทางเพศ และการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมในอนาคตได้อีกส่วนหนึ่งด้วย ผมคิดว่าการทุ่มเม็ดเงินงบประมาณมาใช้ในโครงการเหล่านี้ดูเหมือนจะมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่งครับ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ การพยายามเร่งส่งเสริมอาชีพในภาคเกษตรกรรมภายในประเทศ ราคาอาหารที่แพงขึ้นส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากปริมาณผลผลิตทางภาคเกษตรไม่เพียงพอต่อปริมาณความต้องการในแต่ละปี ดังนั้นการแก้ปัญหาในเรื่องนี้จึงอยู่ที่ความพยายามในการเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตร

ดูเหมือนว่าภาคเอกชนรายใหญ่ๆ ในประเทศไทยจะเคลื่อนไหวเพื่อรับผลประโยชน์ จากการพุ่งขึ้นของราคาสินค้าอาหารไปเรียบร้อยแล้วครับ ที่เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คือผู้ผลิตรายย่อยที่ไม่ว่าราคาสินค้าเกษตรจะพุ่งขึ้นหรือลดลงก็ยังคงมีรายได้น้อยอยู่เช่นเดิม

การให้บริการงานวิจัยเพื่อพัฒนาปริมาณผลผลิตภาคการเกษตรสำหรับผู้ผลิตรายย่อย การลดปริมาณของเสียจากกระบวนการผลิต การจัดอบรมให้ความรู้ผู้ผลิตรายใหม่ การจัดโครงการส่งเสริมทดลองงานอาชีพทางด้านเกษตรกรรมให้กับนักเรียนนักศึกษา รวมไปถึงการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรภายในประเทศ ฯลฯ โครงการเหล่านี้น่าจะถูกนำมาใช้เพิ่มเติมครับ

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเด็นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะได้รับความสนใจจากทางภาครัฐบ้างไม่มากก็น้อยครับ

หน้า 42

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net