30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3994 (3194)

กับดักของการพัฒนาเศรษฐกิจกับดักของการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการเติบโต การผลิต และการบริโภค โดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมในการได้รับและใช้ประโยชน์จากทรัพยากร รวมทั้งการตั้งคำถามถึงความจำเป็น ทั้งในการผลิตและบริโภคนั้น ซึ่งมีการถลุงทรัพยากรธรรมชาติมาผลิตจนล้นและเกิน ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เป็นทฤษฎีที่ประเทศกำลังพัฒนาได้ถูกวางล่อ โดยประเทศที่พัฒนาแล้ว

หัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์ถกเถียงกันมากว่า 50 ปี และก็ยังคงต้องถกเถียงกันอีกต่อไป เพราะนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ รุ่นแล้วรุ่นเล่าก็ยังใช้ตำราที่เขียนโดย นักเศรษฐศาสตร์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อนำมาปฏิบัติกลับเกิดผลที่ตรงกันข้าม คือความยากจนเพิ่มขึ้น โจรผู้ร้ายมากขึ้น เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษเพิ่ม สลัมเพิ่ม โสเภณีเพิ่ม ฯลฯ และกลายเป็นความขัดแย้งและการเผชิญหน้า ทางการเมือง

ตัวชี้วัดการพัฒนาที่แท้จริง คือ หนี้ภาคครัวเรือนซึ่งควรจะลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นจาก 25,000 บาทต่อครัวเรือนในปี 1990 และเพิ่มมาเรื่อยๆ ตามอัตราการเติบโตของ จีดีพี เป็น 116,585 บาท ในปี 2006 คิดเป็นร้อยละ 54 ของรายได้ภาคครัวเรือน

ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนากำลัง หลงทาง แต่ประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วเริ่มสำลักกับกับดักที่รัฐบาลของตนสร้างขึ้นมา แม้ว่าตนเองจะได้รับผลพวงและประโยชน์จากกับดักที่ดูดเอาความมั่งคั่งจากประเทศที่กำลังพัฒนามาเลี้ยงตน

สุภาพ ดีรัตนา ได้นำเรื่อง ขบวนการอาหารจานเนิบ หรือจานช้า (Slow Food Movement) ที่ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมอาหารจานด่วน (fast food) และได้พัฒนามาเป็นขบวนการ slow city movement หรือขบวนการหยุดขยายเมือง

สุภาพ ดีรัตนา ได้เล่าไว้ในหนังสือ เมืองเล็กที่เปลี่ยนโลก โดยพูดถึงเมือง ออร์วิเอโต ซึ่งอยู่ทางเหนือของกรุงโรมไปประมาณ 100 กิโลเมตร ว่าชาวเมืองนี้ ได้ตระหนักถึงมหันตภัยของระบบอุตสาหกรรมบริโภคนิยมที่รุกลามเข้าสู่ทุกอณูของชีวิต เช่น เรื่องอาหารการกินในชีวิตประจำวัน ให้เป็นเชิงพาณิชย์ ไม่เว้นแม้แต่ระบบการศึกษา ศาสนา และการเมือง

ชาวเมืองนี้กำลังชะลอฝีเท้าเพื่อหันกลับมาใส่ใจกับรายละเอียดของการกินอยู่ และดำเนินชีวิตดังที่เคยเป็นมาในอดีต และการผ่อนฝีเท้ากลับสู่ชุมชนนี้เอง ได้พาให้เมืองเล็กๆ มีพลังจากภายในเป็นแรงเชื้อเชิญ คนจากทั่วโลกให้ไปเยี่ยมเยือนตามเงื่อนไขที่ชาวเมืองและผู้นำร่วมกันกำหนด และกระแสนี้กำลังเป็นที่ตอบรับกว้างขวางขึ้นอย่างช้าๆ แต่ทว่ายั่งยืน

นี่คือการประกาศตัวเพื่อเดินสวนทางการพัฒนาของแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักข้างต้น

การพัฒนาที่ผิดทาง

ในกรณีประทศไทยซึ่งโชคดีที่มีสภาพธรรมชาติที่งดงาม บริสุทธิ์ โดยเฉพาะชายหาดและชายฝั่งทะเล เกาะแก่งและแนวปะการังธรรมชาติ ซึ่งถ้าบริหารจัดการเป็นถนอม และอนุรักษ์เป็นก็จะกลายเป็นทรัพย์ที่กินได้ไม่หมดในร้อยชั่วโคตร

แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ กระแสหลัก ได้มุ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักตามชายฝั่งทะเล ทั้งฟากอันดามันและอ่าวไทย แผนพัฒนา เซาเทิร์นซีบอร์ดจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปถึงจังหวัดชุมพร และนครศรีธรรมราชจะทำลายและนำความหายนะมาสู่สภาพธรรมชาติที่ไม่มีวันจะฟื้นคืนกลับมาได้ ยกตัวอย่างเช่น แถบแหลมฉบัง ระยอง ศรีราชา และสมุทรปราการ

คำถามที่เกิดขึ้น คือ ชาวไทยส่วนใหญ่ ผู้เป็นเจ้าของประเทศได้รับประโยชน์จาก จีดีพีที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ และคุ้มหรือไม่กับการทำลายสภาพธรรมชาติ และสร้างความขัดแย้งกับชุมชน ซึ่งวิถีชีวิตและอาชีพของเขาจะถูกทำลายจากการพัฒนาแนวนี้ เขตอุตสาหกรรมมักมาพร้อมกับโจรผู้ร้าย เพราะค่าจ้างมักไม่พอกิน

ความขัดแย้งที่หินกรูด บ่อนอก บางสะพาน กุยบุรี และบางสะพานน้อยกำลังบานปลาย และมีแนวโน้มจะเกิดความรุนแรง ถ้ารัฐบาลไม่หยุดแผนพัฒนาที่ผิดทาง โดยยอมให้บริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีมาสร้างอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ โดยมีโรงถลุงเหล็กป้อนเหล็กให้ที่อำเภอบางสะพาน และจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ทับสะแก มีพลังการผลิต 4,000 วัตต์ เพื่อป้อนอุตสาหกรรมเหล่านี้

การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอาจจะจำเป็นในระดับหนึ่ง แต่ควรกำหนดเขตที่ไม่ทำลายสภาพธรรมชาติที่งดงาม บริสุทธิ์ โดยเฉพาะชายหาดและชายฝั่งทะเล เช่น บางจังหวัดของภาคอีสานที่แห้งแล้งและไม่มีผลผลิต

บีโอไอควรจะหูตาสว่างและตื่นจากหลับใหลเสียทีโดยมองการณ์ไกลว่ายังมีแนวทางการพัฒนาอื่นที่สามารถเพิ่มจีดีพี เพิ่มการสร้างงาน และยั่งยืนกว่า คือ การพัฒนาด้านภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเงินที่ไหลเข้าจะกระจายไปอย่างทั่วถึง โจรผู้ร้ายก็จะ น้อยลง สิ่งแวดล้อมก็จะไม่ถูกทำลาย

ประเทศอิตาลีเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการอนุรักษ์เมืองและร้านค้าชุมชน (ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายและผลิตของชำร่วย ร้านขนมปัง โรงแรมขนาดเล็ก) และปฏิสังขรณ์ โบราณสถานจนกลายเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวปีละเกือบ 40 ล้านคน และนำรายได้เข้าประเทศ ไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมากกว่า งบประมาณแผ่นดินไทยเสียอีก

วัดสำคัญๆ ทั่วประเทศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สุโขทัย และเมืองโบราณทั้งหลายควรจะได้รับการจัดโซนนิ่งเป็นเมืองเก่า และเมืองใหม่ แล้วปฏิสังขรณ์ หรือบูรณะขึ้นมาใหม่ให้เหมือนเดิม เป็นบางส่วนก็ยังดี เหมือนเมืองปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย หรืออีกหลายๆ เมืองของยุโรปที่ถูกสงครามทำลายไป แต่ก็สร้างขึ้นใหม่ให้เหมือนเดิม และกลายเป็นเมืองท่องเที่ยว

ชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ มรดกทางธรรมชาติอันล้ำค่าที่ตักตวงกินได้ไม่หมด เช่น ชายหาดอันสวยงามและบริสุทธิ์ของหินกรูดสามารถส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบลองสเตย์ ซึ่งจะเพิ่ม จีดีพีและเป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชน มากกว่าการสร้างโรงถลุงเหล็ก หรือ โรงไฟฟ้า ซึ่งชาวบ้านไม่ได้ใช้ เกิดการจ้างงานมากกว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งประโยชน์ตกกับต่างชาติและกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

ประเทศไทยเสียค่าโง่มาแล้วในเรื่องการสร้างโครงสร้างด้านคมนาคมพื้นฐานหรือ โลจิสติกส์เพราะไปหลงเชื่อธนาคารโลก มาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่แนะให้มุ่งเน้นพัฒนาถนนหลวง ถนนรถยนต์ รัฐจึงได้ทุ่มงบประมาณจำนวนมาก ตัดถนนไป ทั่วทุกภาคของประเทศ แทนที่จะขยายและพัฒนาการรถไฟอย่างในประเทศยุโรป หรือญี่ปุ่น

รัฐบาลได้ใช้เงินภาษีประชาชนไปสร้างถนนหลวง มากกว่าส่งเสริมกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย 72 เท่า โดยสร้างทางหลวงทั่วประเทศถึงปี 2544 มีความยาว 52,444 กิโลเมตร แต่ทางรถไฟ (รางรถไฟ) ได้ขยายเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียง ประมาณ 600 กิโลเมตรเท่านั้น ผลที่เกิดตามมา คือ การเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ บนท้องถนนปีละหลายแสนคน การจราจรติดขัด เกิดความเครียด โรคจิต เกิดมลพิษทางอากาศและทางเสียง

ในขณะที่น้ำมันราคาแพงถึงลิตรละ กว่า 30 บาท ทำให้ต้นทุนการขนส่งแพง เกิดภาวะเงินเฟ้อ ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้เพราะต้นทุน การขนส่งของเราสูงกว่าเพราะไม่มีระบบรถไฟรางคู่ไว้ขนส่งสินค้า นอกจากนี้ รัฐบาลต้องเสียค่าซ่อมบำรุงรักษาทางทางหลวงเป็นเงินปีหนึ่งไม่น้อยกว่า 13,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ประโยชน์คือ บริษัทผู้ผลิตและขายรถยนต์ บริษัทน้ำมัน ซึ่งประเทศของผู้ผลิตเหล่านี้คือผู้อยู่เบื้องหลังธนาคารโลก ส่วนภายในประเทศผู้ที่ได้ประโยชน์ คือ บริษัทก่อสร้างซึ่งล้วนอยู่เบื้องพรรคการเมืองใหญ่ แต่ประเทศต้องจ่ายเงินออกนอก เป็นค่าน้ำมันปีละไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท และค่านำเข้ารถยนต์ (ตัวเครื่องยนต์) และอะไหล่ของรถบัส รถบรรทุกและรถยนต์ส่วนตัวอีกนับล้านๆ บาท รวมทั้งคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่

ค่าโง่ข้างต้นควรจะต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลจะมีราคาพุ่งสูงถึง 100 บาท และประเทศจะล้มละลายทันทีจากการเป็นหนี้ที่ต้องซื้อน้ำมันเข้ามาใช้

นโยบายของพรรคพลังประชาชนเพื่อกู้เศรษฐกิจโดยการสร้างรถไฟฟ้า 8 สายในกรุงเทพฯจึงเป็นเพียงประชานิยมเทียม ถ้าหากว่าไม่ลงมือสร้างรางคู่เพื่อเดินรถ ไปทั่วไประเทศไปพร้อมๆ กัน โดยรางเก่าแบบแคบใช้สำหรับขนส่งสินค้าอย่างเดียว ซึ่งประชาชนทั้งประเทศจะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าและค่าโดยสารที่ลดลง

อย่าให้เกิดกรณีอย่างเช่นที่ ส.ส.อีสานออกมาเคลื่อนไหวว่าเสียงข้างมากของพรรคมาจาก ส.ส.ภาคอีสาน แต่โควตา รมต.กลับมีคนอีสานน้อยที่สุด

ในขณะที่คนต่างจังหวัดเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศและจ่ายภาษีมากที่สุด (และอาจจะออกมาเคลื่อนไหว) จึงควรจะได้รางคู่สำหรับรถไฟความเร็วสูงก่อนคนกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ

เส้นทางสู่หายนะ

ผมมีความสงสัยว่า ณ วันนี้ คนไทยได้เป็นเจ้าของประเทศนี้เหลือสักร้อยละเท่าไร และที่เป็นเจ้าของที่ดินขนาดใหญ่ และกิจการขนาดใหญ่มีอยู่กี่ตระกูล และได้เสียภาษีมากน้อยแค่ไหน มองไปที่ตึกระฟ้า ตลาดหุ้น ธนาคาร ห้างค้าปลีกยักษ์ โรงแรมและรีสอร์ต 5 ดาว มีหุ้นคนไทยเหลืออยู่สักเท่าไร หรือเพียงแค่มีชื่อและเป็นนอมินีของทุนข้ามชาติ

คนไทยเราภูมิใจกับคำชมว่าสยามเมืองยิ้ม คนไทยใจดี เป็นเมืองที่น่าลงทุน และน่าอยู่ที่สุดในโลก แต่เบื้องลึกเขากลับเรียกเราว่า "หมูสยาม" เพราะคนไทยไม่รู้จักปกป้องผลประโยชน์ของชาติและและประชาชนผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินต่างจาก ประเทศอื่นๆ ที่เขายึดถือเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด โดยใช้กลไกของการกีดกันการให้วีซ่า การห้ามบุคคลที่ไม่มีสถานภาพอยู่อาศัยถาวร และการบังคับให้ต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งล้วนยากเย็นแสนเข็ญในการได้มา

ดังนั้นแม้ว่าโดยกฎหมายเขาไม่ห้าม ต่างชาติ เข้าไปทำธุรกิจ แต่เจอตอข้างต้น ก็เดี้ยงกันหมดแล้ว ผิดกับบ้านเรา ใครจะเข้ามาค้า ได้ค้า ใครจะเข้ามาซื้อ ได้ซื้อ มาเฟียและผู้ร้ายข้ามแดนจึงอพยพมาอาศัยและทำธุรกิจเป็นเจ้าของเกาะ และเจ้าของผืนดินผืนงามทั่วไปหมด

คนไทยกลัวอย่างเดียวว่าเดี๋ยวต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น และไม่กล้าเข้ามาลงทุน (เพื่อกวาดความมั่งคั่งกลับไป) แต่ข้อเท็จจริง คือ ยิ่งเปิดเสรี คนไทยยิ่ง จนลง และมีผู้ร้ายเต็มบ้านเต็มเมือง

ตึกระฟ้าและที่ดินใจกลางเมือง ที่ดินชายหาดและเกาะอันสวยงาม รีสอร์ตบนเขา แหล่งแร่ธาตุและทรัพยากรธรรมชาติ ถูกต่างชาติเข้ามายึดในรูปของการลงทุน หรือสัมปทาน โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอำนวยความสะดวก

ส่วนคนไทยเจ้าของประเทศต้องยึดทางเท้าขายของและต้องคอยวิ่งหนีตำรวจ ที่มาไล่จับคนประกอบสัมมาชีพเสมือนไล่ จับโจร พ่อค้าแม่ค้าบางรายขายสินค้าเลียนแบบ ซึ่งผลิตจากประเทศอื่นและรับต่อมาอีกทีหนึ่ง ก็โดนไล่ล่าจับอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆ ที่หน้าที่หลักของตำรวจคือการจับผู้ร้ายหรือโจรตัวจริง

เมื่อต้นเดือนเมษายนนี้ นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้เสนอให้เปิดเสรีธุรกิจบริการในบัญชีแนบท้าย 3 ของ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 เพิ่มเติมอีก

และกรมมีแผนที่จะเปิดเสรีธุรกิจบริการ 12 ประเภทในบัญชีแนบท้ายที่ 3 ได้แก่ ธุรกิจนายหน้าหรือตัวแทน ธุรกิจค้าภายในเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมืองที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามไว้ ธุรกิจโฆษณา ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจขายอาหารและเครื่องดื่ม

รวมทั้งธุรกิจเพาะขยาย หรือปรับปรุงพันธุ์พืช ธุรกิจบริการ ทั้งธุรกิจบริการ ด้านคอมพิวเตอร์ ธุรกิจบริการควบคุมคลังสินค้า และขนส่งภายใน ธุรกิจบริหารจัดการให้แก่บริษัทในเครือ หรือในกลุ่มธุรกิจ โรงรับจำนำ ธุรกิจ โรงเรียน และธุรกิจด้านบันเทิง (โรงมหรสพ) ธุรกิจรับจ้างผลิตให้แก่บริษัทในเครือ เป็นต้น

เปิดเสรีแบบนี้ ก็คงเหลือแต่อาชีพขอทานที่สงวนไว้ให้คนไทยเท่านั้น และเป็นเส้นทางไปสู่ความหายนะและสิ้นชาติ อย่างแท้จริง

หน้า 45

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net