30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3994 (3194)

ความวิตกกังวลต่อความเสี่ยงที่โลกกำลังจะเผชิญวิกฤตอาหารครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง เริ่มโหมแรงขึ้นอีกระดับ หลังราคาพุ่งทะยานถึง 10% ในสัปดาห์เดียว

นี่คือลางบอกเหตุหรือไม่

ราคาข้าวขาวของประเทศไทยพุ่งขึ้นประมาณ 10% จากสัปดาห์ที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 950 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (17 เม.ย.) สูงเป็น 3 เท่าตัวของระดับในช่วงต้นปี 2550 ท่ามกลางปริมาณสต๊อกข้าว ที่ทรุดฮวบลงกว่าครึ่ง จากระดับสูงสุดในช่วงต้นทศวรรษ 1980 อันเนื่องมาจากความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากกว่ากำลังการผลิตข้าว

ผลพวงที่ตามมาคือ การประท้วง ตลอดจนการนำมาตรการต่างๆ ออกมาใช้ ทั้งเพิ่มการนำเข้า ขึ้นภาษี และกักตุนอาหารในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากปริมาณประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก

ทั้งนี้ ข้อมูลการผลิตข้าวในปี 2544 ระบุว่า กำลังการผลิตข้าวทั่วโลกอยู่ที่ 595.3 ล้านตัน โดยในช่วงเวลาดังกล่าว พบว่า 10 ประเทศที่มีการเพาะปลูกข้าวมากที่สุด ได้แก่ 1.จีน 179.3 ล้านตัน 2.อินเดีย 136.6 ล้านตัน 3.อินโดนีเซีย 50.1 ล้านตัน 4.บังกลาเทศ 38.5 ล้านตัน 5.เวียดนาม 31.97 ล้านตัน 6.ไทย 26.95 ล้านตัน 7.พม่า 20.6 ล้านตัน 8.ฟิลิปปินส์ 12.95 ล้านตัน 9.ญี่ปุ่น 11.32 ล้านตัน และ 10.บราซิล 69.12 ล้านตัน

ขณะที่ข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐระบุว่า กำลังการผลิตข้าวทั่วโลกในช่วงปี 2542/2543 ถึงปี 2545/2546 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าข้าวที่ผ่านการสีแล้ว ได้ลดลงจาก 409.2 ล้านตัน ในปี 2542/2543 มาอยู่ที่ 397.35 ล้านตัน ในปี 2543/2544 และลดลงต่อเนื่องมาที่ 384.4 ล้านตันในปี 2545

อย่างไรก็ตามปริมาณการเพาะปลูกข้าวได้เพิ่มขึ้นอีกครั้งใน ปี 2549 โดย 91% ของข้าวที่เก็บเกี่ยวอยู่ที่เอเชีย หรือประมาณ 574.2 ล้านตัน รองลงมาคือ อเมริกาใต้ 22.6 ล้านตัน หรือ 3.9% ของกำลังการผลิตทั่วโลก อันดับ 3, 4 และ 5 ประกอบด้วย แอฟริกา มีกำลังการผลิตข้าว 20 ล้านตัน หรือคิดเป็น 3% อเมริกาเหนือ 11.1 ล้านตัน หรือ 1.8% และยุโรป 3.4 ล้านตัน หรือ 1%

สำหรับ 10 ประเทศที่มีการปลูกข้าวมากที่สุดในปี 2549 อันดับแทบจะคงเดิมกับปีที่ผ่านๆ มา มีเพียงบราซิลที่ขยับขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 9 แทนที่ญี่ปุ่น ที่ลงมาอยู่อันดับ 10 ยิ่งกว่านั้นในแง่ของปริมาณการเพาะปลูก ทุกประเทศใน 10 อันดับแรกมีผลผลิตเพิ่มขึ้น โดยจีนมาเป็นอันดับหนึ่ง 182 ล้านตัน หรือ 28.8% ของกำลังการผลิตทั่วโลก

นอกเหนือจากประเทศเหล่านี้ยังพบการเพาะปลูกข้าวใน ประเทศอื่นๆ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ประเทศ โดยที่เหลือกระจายอยู่ในสหรัฐอเมริกา 8.8 ล้านตัน หรือ 1.4% ของกำลังการผลิตโลก

ถัดไปได้แก่ ปากีสถาน (8.1 ล้านตัน) เกาหลี (6.3 ล้านตัน) กัมพูชา (6.3 ล้านตัน) อียิปต์ (6.1 ล้านตัน) เนปาล (4.2 ล้านตัน) ไนจีเรีย (3.6 ล้านตัน) อิหร่าน (3.5 ล้านตัน) มาดากัสการ์ (3.5 ล้านตัน) และศรีลังกา (3.3 ล้านตัน)

โดยในจำนวนนี้พบว่า อินโดนีเซียและบังกลาเทศเป็น 2 ประเทศที่มีการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยเพิ่มขึ้น 8.6% และ 6.9% จากปี 2548 ตามลำดับ

ส่วนประเทศที่มีการผลิตลดลงได้แก่ สหรัฐอเมริกา ลดลง 13% จากผลผลิตปี 2548 และมีแนวโน้มว่าการผลิตในปี 2551 จะลดลงต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าว สถานการณ์ไม่แตกต่างจากบราซิลที่ผลผลิต ปี 2549 ลดลง 13% จากปีก่อนหน้า

ในปี 2550 กำลังการผลิตข้าวของทั่วโลกอยู่ที่ 425 ล้านตัน โดยกว่า 80% ของกำลังการผลิตทั้งหมดอยู่ที่เอเชีย

แต่หลายประเทศมีกำลังการผลิตลดลงอันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ ทั้งพายุหิมะ น้ำท่วม และภัยแล้ง บวกกับมีการแย่งพื้นที่เพาะปลูกเพื่อปลูกพืชให้น้ำมัน เพื่อทำไบโอดีเซล และเอทานอล ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาแพงลิบลิ่ว

โดยพบว่าในปี 2551 ฟิลิปปินส์ซึ่งติดอันดับ 10 ประเทศที่มี การปลูกข้าวมากที่สุดของโลก ยังต้องนำเข้าข้าวเพิ่ม 15% เนื่องจากมีผลผลิตตกต่ำ เช่นเดียวกับสหรัฐที่มีผลผลิตข้าวเพียง 6 ล้านตัน ลดลงเกือบ 3 ล้านตันจากปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ คาดหวังว่า ปริมาณการเพาะปลูกข้าวทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 12 ล้านตัน หรือ 1.8% ในปีนี้

เมื่อสภาพอากาศโดยทั่วไปกลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ถึงแม้เอฟเอโอจะประมาณการผลผลิตออกมาเช่นนั้น แต่ประเทศผู้ส่งออกข้าวส่วนใหญ่ยังคงจำกัดการส่งออกหรือหยุดส่งออกชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหาภายในประเทศ

บ็อบ ปาปานอส บรรณาธิการนิตยสาร ไรซ์ เทรดเดอร์ รายสัปดาห์ ตั้งข้อสังเกตว่า โลกกำลังเผชิญปัญหาปริมาณสต๊อกลดลงต่อเนื่องมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่โครงการความช่วยเหลือทางด้านอาหาร หรือ World Food Program ขององค์การสหประชาชาติ กล่าวถึง ผลกระทบจากวิกฤตอาหารว่า ทำให้ราคาที่โครงการต้องจ่ายให้กับประเทศผู้จัดหาข้าวแพงขึ้น จาก 460 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 780 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่โครงการเพิ่งร้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินก้อนพิเศษ 500 ล้านตันได้ไม่นาน

ระดับความรุนแรงของวิกฤตขาดแคลนข้าวกำลังเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการและปริมาณจัดหาสู่ตลาดโลก ไม่สมดุลกัน โดยจากภูมิภาคเอเชียซึ่งกำลังการผลิตข้าวมากกว่า 80% ของโลก ให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางด้านอาหารในประเทศมากกว่าการส่งออก

ทั้งนี้พบว่าปัจจุบัน การส่งออกข้าวมีสัดส่วนเพียง 6% ของผลผลิตข้าวทั่วโลก น้อยกว่าสัดส่วนการส่งออก 17% ของข้าวสาลี และพืชพันธุ์ธัญญาหารชนิดอื่นๆ เวียดนาม ประเทศที่มีการส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก ได้สั่งลดปริมาณการส่งออกข้าว 22% ขณะที่อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศล่าสุดที่สั่งระงับการส่งออกข้าวแล้ว

หน้า 2

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net