30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ  มติชนรายวัน  วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11057

" กระทรวงคลังเล็งออกคูปองให้คนจนใช้ลดราคาสินค้ารับมือน้ำมันพุ่ง" เป็นไอเดียใหม่ของการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง อันเนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด ประเด็นที่พึงพิจารณาคือใครเป็นคนจน? จะจ่ายแจกคูปองกันอย่างไร? ใครเป็นคนโชคดีได้รับคูปองเพราะถึงอย่างไรฝนก็ไม่อาจตกได้ทั่วฟ้าเนื่องจาก ถ้าทำกันจริงจังแล้วต้องใช้เงินนับแสนล้านล้านบาท

สังคมไทยรอคอยมาตรการบรรเทาปัญหาเงินเฟ้ออย่างเป็นรูปธรรมซึ่งเป็นโครงการริเริ่มเองของภาครัฐโดยมิใช่การตอบสนองเป็นครั้งๆ อันเป็นผลจากการเรียกร้องที่กำลังเป็นแฟชั่นทั่วประเทศอยู่ในขณะนี้ (กลุ่มรถเมล์ รถแท็กซี่ กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ปลูกข้าว กลุ่มขอยกเลิกหนี้ กลุ่มกระเทียม หอม กะหล่ำปลี ฯลฯ ต่อไปอาจมีพุทรา มังคุด ละมุด ลำไย) มาตรการเช่นนี้ถือได้ว่าออกมาช้าไปมากหลังจากประชาชนคนยากจนถูกกระหน่ำด้วยภาวะข้าวของแพงย่ำแย่ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา

การแจกคูปองโดยภาครัฐเพื่อแลกสินค้าหรือลดราคาเพื่อช่วยคนยากจนหรือคนว่างงานมีมานานแล้วในต่างประเทศ การช่วยในลักษณะนี้นับว่าเป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุดให้แก่คนที่ถูกระทบอย่างหนักจากเงินเฟ้อที่รุนแรง (เดือนพฤษภาคม 2551 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน เงินเฟ้อสูงขึ้น ร้อยละ 7.6 ซึ่งสูงที่สุดสำหรับการเปรียบเทียบเดือนต่อเดือนเช่นนี้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา) แต่ก็เป็นวิธีที่มีปัญหาเพราะมีเส้นบางๆ ของการสูญเงินเพื่อหาเสียงประชานิยมคั่นอยู่

"จะตรงจุด"ได้ก็ต้องเป็นการแจกคูปองให้คนที่ถูกผลกระทบมากที่สุดซึ่งได้แก่คนที่มีรายได้น้อย หากินวันต่อวัน รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 6,000-7,000 บาทต่อเดือนหรือต่ำกว่านั้นมาก โดยรายได้ทั้งหมดหมดไปกับการบริโภคในแต่ละวัน

โครงการนี้จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ตรงที่การนำนโยบายไปปฏิบัติ และตีโจทย์แตกว่าคนจน หรือคนที่สมควรได้รับคูปองเป็นใคร เมื่อคูปองมีไม่พอแจกนั้นใครสมควรเป็นผู้ได้รับ ที่สำคัญที่สุดคือจริงใจกับนโยบายมิใช่เป็นการแอบแฝงแจกเงินหาเสียงคนไม่สมควรก็ได้เงินด้วย

สำหรับการแจกนั้น (ก) จะใช้รายชื่อที่เคยลงทะเบียนว่าเป็นคนยากจน (ของจริงหรือไม่ก็ไม่แน่ใจเพราะใครๆ ก็ไปลงชื่อได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบ) (ข) จะใช้รายชื่อผู้ใช้แรงงานที่มีรายได้ขั้นต่ำ โดยโรงงานหรือบริษัทเป็นผู้รับรอง (ค) จะใช้รายชื่อเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำที่ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) (ง) รายชื่อจากมูลนิธิหรือ NGO"s หรือโครงการของรัฐอื่นๆ ที่แน่ใจว่าเป็นผู้ยากไร้ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องยากเพราะไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็มีรูรั่วทั้งสิ้น

เมื่อผู้เขียนไม่ใช่คนรับผิดชอบการแจกคูปอง จึงหลุดรอดจากการปวดหัว ดังนั้นจึงขอเสนอไอเดียแทนไอดูเพื่อช่วยผู้ถูกกระทบ ด้วยวิธีการอื่นๆ ดังนี้ (ก) ประสานงานกับกลุ่มบริษัทต่างๆ ในการขายสินค้าอุปโภคบริโภคบางรายการหน้าโรงงาน หรือในบริเวณที่ตั้งที่มีคนยากจนอยู่มากทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ในราคาพิเศษและในราคาปกติ คนซื้อที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐสามารถเอาใบเสร็จซื้อสินค้ามาขอรับเป็นเงินสดคืนจากรัฐบาล (rebate) ไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด (ไปขายของถึงที่ก็เพื่อให้แน่ใจว่าคนเหล่านี้ได้มีโอกาสซื้อ และใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือที่รัฐให้อย่างแท้จริง)

(ข) ให้คูปองซื้ออาหารโดยตรงแก่คนจนสุดสุด ที่ไร้ที่ดินทำกินในชนบทซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 5 ล้านคน คนเหล่านี้คือคนที่เราเห็นชีวิตลำเค็ญในสื่ออยู่บ่อยๆ งานวิจัยพบว่ามักปลูกเพิงอาศัยอยู่ในที่ดินของวัดหรือท้ายหมู่บ้าน พวกเหล่านี้คือผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาประเทศและเป็นผู้ยากจนอย่างแท้จริง

(ค) แจกคูปองเพื่อให้ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาแก่เจ้าบ้านที่มีผู้อาศัยอยู่กันหลายคนแต่มีปริมาณการใช้น้อย (สมมติฐานคือการใช้น้อยคือยากจน) รวมทั้งแจกคูปองให้ผู้ใช้แรงงานทั้งในภาคอุตสาหกรรมและเกษตร

(ง) คูปองควรครอบคลุมถึงการซื้อน้ำมันดีเซลเพื่อเครื่องจักรกลเกษตรด้วย (จ) กระทรวงพาณิชย์ตรวจสอบ และพิจารณาอย่างรอบคอบในกรณีขอปรับราคา โดยไม่ให้เป็นกรณีที่ราคาเพิ่มขึ้นและปริมาณสินค้าลดลงด้วย (ฉ) รัฐดูแลในเรื่องการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างจริงจัง (ช) รัฐให้เงินอุดหนุนเพื่อควบคุมราคา LPG ที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อราคาอาหาร ฯลฯ

มาตรการที่เสนอนี้สามารถช่วยบรรเทาปัญหาเดือดร้อนจากของแพงเพราะ ราคาน้ำมันพุ่งได้เป็นบางส่วนในระยะเวลาสั้น ต้องยอมรับกันว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาส่วนหนึ่ง ให้แก่คนกลุ่มน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ดีมันอาจก่อให้เกิดผลด้านจิตวิทยาทำให้ประชาชนโดยทั่วไป มีกำลังใจขึ้นบ้างที่จะปรับตัวสู้กับสถานการณ์ ไม่รู้สึกอ้างว้างต้องต่อสู้ปัญหาอยู่เดียวดาย

การบรรเทาปัญหาเช่นนี้เป็นมาตรการชั่วคราว ในขณะที่กำลังมีการปรับตัวสูงขึ้นของรายได้เพื่อให้ทันการเพิ่มขึ้นของราคา ซึ่งจะทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนกลับคืนมา

การเข้าไปบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คนที่ถูกระทบที่สุดจากเงินเฟ้อไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในเรื่องปัญหาเงินเฟ้อ การควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่หมัด (ในกรณีเกิดจากต้นทุนสำคัญคือน้ำมันทำได้ยาก) ท่ามกลางความพยายามให้รายได้ของประชาชน เพิ่มขึ้นผ่านการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจด้วยในเวลาเดียวกัน จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์แห่งความพอดี

พูดง่ายๆ ก็คือถ้ารัฐเร่งการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอย่างไม่รามือด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านรายจ่ายของรัฐ (ขาดดุลงบประมาณขนาดใหญ่) ผ่านเงินจำนำข้าวเกือบ 3 หมื่นล้านบาทที่เข้าสู่ชนบท ผ่านเงิน SML ให้หมู่บ้าน ผ่านเงินกู้ ธ.ก.ส. นับหมื่นนับแสนล้านบาทที่กู้กันอยู่เป็นประจำ ฯลฯ ก็เสมือนกับราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟเงินเฟ้อ กล่าวคือเงินกระตุ้นเหล่านี้จะยิ่งเร่งให้เกิดอำนาจซื้อซึ่งทำให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น สามารถแปรเปลี่ยนเป็นราคาที่เพิ่มสูงขึ้นได้ถนัดมือยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่นเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ก๋วยเตี๋ยวเดิมชามละ 20 บาทซึ่งมีต้นทุนประมาณ 12 บาท จนทำให้พอมีกำไรเลี้ยงชีพได้ ก็ขึ้นเป็น 14 บาทต่อชาม ถ้าจะมีกำไรเลี้ยงชีพเท่าเดิมคือ 8 บาทต่อชามก็ต้องขยับราคาขึ้นเป็น 22 บาท แต่ก็ไม่กล้าเพราะกลัวยอดขายตกจนได้กำไรน้อยกว่าเดิม อย่างไรก็ดีถ้ามีอำนาจซื้อในหมู่ผู้บริโภค อันเกิดจากแรงกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้แล้ว ผู้ขายก็มีโอกาสปรับราคาขึ้นเป็น 22 บาทดังประสงค์ ดังนั้นผู้บริโภคจึงได้บริโภคของแพงขึ้นเพราะมีน้ำมันสาดเข้าไปในไฟเงินเฟ้อ

พูดภาษาวิชาการคือถึงแม้เงินเฟ้อครั้งนี้จะเป็น cost-push inflation คือเงินเฟ้ออันเกิดจากต้นทุน ไม่ใช่ demand-pull inflation (เงินเฟ้ออันเกิดจากอำนาจซื้อที่มีล้นเกินไป) ก็ตาม แต่ถ้าไม่มีดีกรีของอำนาจซื้อที่ล้นอยู่บ้างแล้ว cost-push inflation ก็ไปได้ไม่ไกล แต่ถ้ากระตุ้นเศรษฐกิจเกินงามเพื่อหวังอัตราการเจริญเติบโตที่สูงแล้ว อำนาจซื้ออันล้นเหลือที่เกิดขึ้นก็จะไล่หลอกหลอนเป็นเชื้อไฟของเงินเฟ้อไม่รู้จบ

จะกำจัดเชื้อไฟได้ก็ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น (จูงใจให้ผู้บริโภคอยากออมมากขึ้นโดยใช้จ่ายน้อยลง และจูงใจให้กู้ยืมน้อยลงจนมีเงินไหลออกมาเป็นเชื้อไฟน้อยลง) ควบคุมประเภทและยอดเงินกู้ ฯลฯ เขียนอย่างนี้หลายคนคงร้องว่าแค่นี้ก็แย่อยู่แล้ว ดอกเบี้ยสูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนการผลิต อีกทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถหนักมือขึ้นอีก นี่แหละคือเรื่องชนกันระหว่างการเมืองและเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้กำลังจะต้องเผชิญในเวลาอันใกล้

ขณะนี้ประเทศที่ถูกเงินเฟ้อกระหน่ำ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ล้วนขึ้นอัตราดอกเบี้ยกันระนาวแล้ว รัฐบาลไทยจะหลีกเลี่ยงปัญหาหนักอกนี้ได้หรือไม่ต้องตามดูกันต่อไปด้วยใจระทึก

หน้า 6

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net