30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
โดย นงนุช สิงหเดชะ มติชนรายวัน วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11156

"อภิมหาวิกฤตการเงิน" ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา อันมีปฐมเหตุมาจากการพังทลายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ กระทั่งนำมาสู่หนี้เสียอย่างมหาศาลของสินเชื่อที่สถาบันการเงิน ปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตต่ำกว่ามาตรฐาน หรือลูกค้าที่มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ (ซับไพรม์) กระทั่งทำให้รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 23.8 ล้านล้านบาท) เข้าซื้อหนี้เสียของธนาคารและสถาบันการเงิน นับเป็นการใช้เงินมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการกอบกู้วิกฤตการเงินของสหรัฐและของโลกก็ว่าได้

วงเงินมหาศาลที่ใช้อุ้มสถาบันการเงินครั้งนี้ ทำให้บางคนถึงกับเรียกว่าเป็น "มารดาแห่งการอุ้มทั้งปวง" (Mother of all bailouts) เพราะในที่สุดแล้วเชื่อว่าต้องใช้เม็ดเงินเข้าอุ้มสูงเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 68 ล้านล้านบาท) จึงจะเอาอยู่

นับจาก "วิกฤตต้มยำกุ้ง" ที่เกิดจากการลดค่าเงินบาทเมื่อปี 2540 แล้ว ใครจะนึกว่าเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้จะเกิดขึ้นอีก และยังมีความเสียหายร้ายแรงกว่าหลายเท่า เพราะนึกว่า "บทเรียน" จากต้มยำกุ้งจะทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกจดจำและระมัดระวัง

ใครจะนึกว่าสหรัฐอเมริกา ประเทศที่เจริญถึงขีดสุด เป็นเจ้าตำรับทางธุรกิจการเงิน ที่ชอบเทศนาสั่งสอน ให้สถาบันการเงินของประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาต้องมีธรรมาภิบาล โปร่งใส จะเป็นผู้ก่อวิกฤตการเงินในรอบ 100 ปีอย่างน่าขายหน้าเสียเอง

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้สร้างประวัติศาสตร์ในทางย่ำแย่ให้กับสหรัฐอเมริกา ถ้าเปรียบเป็นนักกีฬาก็ต้องเรียกว่าทำ "แฮตทริค" (3 ครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วเกิน 3 ครั้งด้วยซ้ำ) นับตั้งแต่ได้ชื่อว่า "ห่วยที่สุด" ในบรรดาผู้นำสหรัฐ ในการรับมือกับพายุเฮอร์ริเคนแคทรีน่าที่ถล่มรัฐนิวออร์ลีนส์ครั้งร้ายแรงเมื่อ พ.ศ.2548 จนทำให้คนทั่วโลกไม่เชื่อสายตาว่านี่คือประสิทธิภาพของรัฐบาลประเทศเจริญอันดับหนึ่งของโลกในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ชวนให้นึกไปว่าเหตุการณ์นี้เกิดกับประเทศด้อยพัฒนาสุดขีดในแอฟริกา

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ "ลัทธิพวกพ้อง" ซึ่งว่ากันว่าผู้อำนวยการสำนักงานบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินของสหรัฐ ที่ทำหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับภัยพิบัติ เป็นผู้ไร้ความสามารถ แต่ได้รับการแต่งตั้งเพราะเส้นสาย

ต่อมา "บุช" สร้างสถิติด้วยการทำให้สหรัฐอเมริกาขาดดุลงบประมาณ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ขาดดุลการค้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ เนื่องจากไร้วินัยการคลังอย่างร้ายแรง ทั้งที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลของบิล คลินตัน แห่งพรรคเดโมแครต ได้ทำให้งบประมาณเกินดุลมาหลายปี

ความเลวร้ายของเศรษฐกิจสหรัฐ ยังทำให้คะแนนนิยมของ "บุช" ตกต่ำที่สุดในบรรดาผู้นำสหรัฐอเมริกาด้วยกัน เพราะคะแนนนิยมเหลือแค่ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้นำสหรัฐที่ผ่านมาที่มีคะแนนนิยมน้อยที่สุดก่อนพ้นตำแหน่ง ก็ยังรักษาคะแนนไว้ได้ไม่ต่ำกว่า 40%

ยิ่งใกล้เลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนนี้ "บุช" และพรรครีพับลิกัน ก็คงไม่เหลืออะไรเลย เพราะถูก "พายุการเงิน" ลูกใหญ่ที่ชื่อว่า "วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์" ถล่มจนแทบจมหายไปในทะเล ซึ่งบรรดานักวิจารณ์ชี้ว่า "วิกฤตการเงิน" ครั้งนี้ก็เป็นผลพวงจากการบริหารงานสไตล์บุช นั่นก็คือความหละหลวมหย่อนยานในการกำกับดูแลสถาบันการเงิน เพราะ "บุช" นั้นนิยมคลั่งไคล้ในการ "เปิดเสรีและปล่อยเสรี" ทุกอย่าง เนื่องจากมีภูมิหลังเป็นนักธุรกิจมาก่อน กล่าวง่ายๆ ว่าเข้าข้างภาคเอกชนอย่างมาก จนไม่ไปแตะต้องไม่ว่าเอกชนจะทำผิดหรือถูก โดยบุชอาจเชื่อในทฤษฎี "มือที่มองไม่เห็น" ของอดัม สมิธ มากเกินไป ที่ว่าการปล่อยเสรีจะสร้างผลดีทางเศรษฐศาสตร์

แต่บุชอาจลืมว่า "มือที่มองไม่เห็น" นั้น มีทั้งมือดีและชั่ว มีทั้งมือโจรและบัณฑิต มีทั้งมือจริยธรรมและไร้จริยธรรม

แม้ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ก็เชื่อกันว่ารัฐบาลบุช ขัดขวางอย่างเงียบๆ ไม่ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดหุ้นและสถาบันการเงิน เข้าไปเข้มงวดกับบริษัทเหล่านี้ จนทำให้ปัญหาหมักหมมสะสมกลายเป็นระเบิดเวลาหรือพายุลูกใหญ่ที่ซัด "บุช" ให้ตกเก้าอี้อย่างไม่สวยงามในช่วงปลายสมัย

กล่าวสำหรับธนาคารในย่านเอเชีย รวมทั้งประเทศไทยถือว่าได้รับผลกระทบจากการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐค่อนข้างน้อย ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้ชี้ให้เห็นว่าการที่ธนาคารในเอเชียได้รับผลกระทบน้อย เป็นเพราะคุณูปการของการลงทุนแบบระมัดระวัง หรือ conservative เนื่องจากธนาคารในเอเชียได้รับประสบการณ์ จากวิกฤตการเงินในปี 2540 มาแล้ว ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ของญี่ปุ่นนั้นก็มีประสบการณ์โดยตรงจากเศรษฐกิจฟองสบู่ในช่วง ค.ศ.1990 จนอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารเกิดหนี้เสียมหาศาล

ผิดกับสถาบันการเงินในยุโรปและสหรัฐที่ถือว่า "บาดเจ็บ" สาหัสที่สุดจากวิกฤตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐครั้งนี้

หากไม่มีเหตุการณ์วิกฤตในสหรัฐเกิดขึ้นก่อน เชื่อว่าอีกไม่นานธนาคารในเอเชียก็อาจจะเริ่มหละหลวมในการลงทุนเพราะตายใจ แต่บังเอิญเกิดเหตุขึ้นมาเตือนใจเสียก่อน ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นอนุสติให้กับธนาคารในเอเชียรวมทั้งไทยได้ระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ในสหรัฐอเมริกา ยังเป็นอนุสติและบทเรียนที่ดีสำหรับรัฐบาลไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ตระหนักว่า 1.จะต้องมีความระมัดระวังมากพอสมควรในการใช้จ่ายเงินของประเทศ 2.ต้องเห็นความสำคัญในการเข้มงวดกวดขัน สอดส่องดูแลพฤติกรรมของบริษัทด้านการเงินตลอดจนตลาดหุ้น 3.ต้องให้อิสระแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในการกำกับดูแลภาคการเงิน ตลอดจนต้องให้อำนาจและอิสระแก่หน่วยงานที่กำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์

ที่ต้องกล่าวย้ำเตือนกันเช่นนี้ เพราะเป็นห่วงนโยบายและทัศนคติของรัฐบาลปัจจุบัน ที่ยังคงดึงดันจะทุ่มเงินลงไป ในโครงการประชานิยม รวมทั้งการพยายามแทรกแซงธนาคารแห่งประเทศไทย การตั้งบุคคลที่ไม่โปร่งใสเข้าเป็นคณะกรรมการ ธปท.

ยิ่งถ้าหากนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ขึ้นดำรงตำแหน่ง รมว.คลังในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และอาจเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยหน้าแล้วละก็ "น่าสยองขวัญ" เพราะว่า "ร่องความคิด" ของนายสุชาตินั้น เป็นร่องความคิดเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนิด 100%

หน้า 6

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net