30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน

พลวัตเศรษฐกิจ : อนุสรณ์ ธรรมใจ  กรุงเทพธุรกิจ  วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

น้ำมันแพงไม่หยุด และยังไม่เห็นว่าจะปรับตัวลดลงเมื่อใด การคาดการณ์ราคาน้ำมันในอนาคตสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 140-150 ดอลลาร์ในปีนี้ แต่จะถึง 200 ดอลลาร์ในปีหรือไม่ ยังไม่แน่ใจ หากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอุปสงค์อุปทานในตลาดน้ำมัน โอกาสที่จะได้เห็นราคาน้ำมันที่ระดับ 200 ดอลลาร์ เป็นไปได้

กระแสการคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดการเร่งตัวของ "การเก็งกำไร" ผลักดันให้ราคาสูงขึ้นไป แต่ไม่มีอะไรที่ถูก "เก็งกำไร" ให้เกินจริงมากๆ แล้วจะไม่พังทลายลงมา กรณี "น้ำมันปิโตรเลียม" อาจจะเป็นข้อยกเว้นของ "กฎเกณฑ์" นี้ เพราะสิ่งนี้จะขาดแคลนในอนาคตไม่เกิน 40-50 ปีข้างหน้า การแสวงทางเลือกใหม่ทางด้านพลังงาน หรือการใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นทางออกที่ยั่งยืนที่สุดต่อปัญหานี้ในระยะยาว ปัจจัยอื่นๆ แม้มีการเปลี่ยนแปลงก็อาจทำให้เกิดความผันผวนในระยะสั้นเท่านั้น

หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกขึ้นไป 200 ดอลลาร์

ส่งผลให้ผู้ใช้น้ำมันในประเทศต้องซื้อน้ำมันเกินราคา 50 บาทต่อลิตรอย่างแน่นอน ราคาน้ำมันในประเทศจะเป็นเท่าไร ขึ้นอยู่ทิศทางค่าเงินบาท เงินบาทอ่อนค่า จะกระทบต่อระดับราคาน้ำมันในประเทศโดยตรง เพราะเราต้องนำเข้ากว่า 90% โครงสร้างการค้าระหว่างประเทศของไทยที่ต้องพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันสูง จะเป็นตัวกดดันให้เงินบาทอ่อนจากการขาดดุลการค้า

ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2551 เราขาดดุลการค้าไปแล้วเกือบ 3,000 ล้านดอลลาร์ จำนวนนี้มากพอที่จะทำให้เงินบาทอ่อน โชคดีที่ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกออกมาค่อนข้างดี กำไรรวมกว่า 1.52 แสนล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 33% เทียบกับงวดก่อนปีที่แล้ว

ผลประกอบการที่ดีเกินคาดในสายตานักลงทุนบางส่วน ทำให้มีกระแสเม็ดเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ช่วยประคองไม่ให้บาทอ่อน ลงอย่างรวดเร็วหลังจากพิษน้ำมันทำให้ตัวเลขขาดดุลการค้าเดือนเมษายนพุ่ง 3 พันเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนปีที่แล้ว

หากราคาน้ำมันขึ้นไป 200 ดอลลาร์จริง ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดไทยขาดดุลทั้งปีไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านดอลลาร์แน่นอน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะถึง 3% หรือไม่ผมไม่แน่ใจอัตราเงินเฟ้อน่าจะเป็นตัวเลขสองหลัก รายได้แท้จริงจะติดลบแม้จะขึ้นค่าจ้างแล้วก็ตาม อัตราดอกเบี้ยคงติดลบไม่ต่ำกว่า 6%

มาตรการเพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพต้องใช้ทั้งแบบบังคับ และรณรงค์ควบคู่กันไป อย่างเข้มข้น นี่คือ สถานการณ์ที่เลวร้ายสุดที่ไทยอาจต้องเจอ ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยรับมือได้ หากไม่มีการเมืองแทรกซ้อนซ้ำเติม รัฐต้องเลือกช่วยคนฐานรากก่อน รัฐบาลจะเผชิญกับม็อบของคนตกงาน และผู้ที่เดือดร้อนจากต้นทุนสูง

การใช้นโยบายกำหนดเพดานราคาหรือควบคุมราคาจะไม่ได้ผลเลย แถมยังจะทำให้เกิดภาระและต้นทุนต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งต่อรัฐและเอกชน หากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่เวลานี้ การควบคุมราคาและแทรกแซงราคา จะทำให้ "สินค้าขาดแคลน" เกิด "ตลาดมืด" ชะลอการขายและการผลิตเพื่อลดภาระการขาดดุล หากยังควบคุมราคาต่อไป ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้อาจปิดกิจการ ลอยแพคนงาน ปัญหาอื่นๆ จะลาม เงินเฟ้อที่จะแก้ได้ก็เลยแก้ไม่ได้ อาการจะยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะเงินงบประมาณของรัฐบาลไทยมีขนาดเล็กมาก เมื่อเทียบกับการซื้อขายในตลาดน้ำมันโลก

สิ่งที่รัฐบาลทุกประเทศที่เดือดร้อนต้องร่วมกันดำเนินการ คือ การเรียกร้องการจัดระเบียบการเก็งกำไรในตลาดการเงิน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์รวมถึงน้ำมัน โดยด่วนต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการผลักดันเพิ่มรายได้ เพิ่มค่าครองชีพ ดูแลสวัสดิการน่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า ใน ภาวะเงินเฟ้อสูงจากแรงดันของต้นทุน เพื่อไม่ให้รายได้แท้จริงลดลงมากเกินไป ส่วนเงินฝากแท้จริงติดลบ 4.54% ถือว่าต่ำสุดในรอบสามปี แม้น่าห่วงแต่ไม่ควรเป็นเหตุผลหลักในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากว่าเศรษฐกิจมีความเปราะบางสูง หากใช้นโยบายการเงินเข้มงวดขึ้น อาจจะทำให้อัตราเงินเฟ้อลดลงได้เล็กน้อยเท่านั้น ไม่คุ้มกับการว่างงานเพิ่มขึ้น และการขยายตัวลดลงมาก

มาตรการและนโยบายระยะสั้นในสถานการณ์ที่น้ำมันกำลังจะไต่ขึ้นไป 200 ดอลลาร์นั้น จะช่วยอะไรไม่ได้มาก นอกจากช่วยบรรเทาปัญหา ทางแก้ที่แท้จริง คือ การหาพลังงานทางเลือก และ พลังงานทดแทนอย่างจริงจัง ต้องลดการใช้ "น้ำมันปิโตรเลียม" ลงอย่างชัดเจน นโยบายการให้ข้าราชการที่ไม่ได้ทำงานบริการให้สามารถทำงานที่บ้านได้เป็นเรื่องถูกต้อง ลดการเดินทาง ลดการใช้พลังงาน

ควรใช้ประโยชน์จากการทำงาน แบบเครือข่ายและเสมือนจริงมากขึ้น เป็น Network and Virtual Office การเดินหน้าลงทุนทางด้านเทคโนโลยี เพื่อลดการใช้พลังงาน ย่อมเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า การแทรกแซงราคาก๊าซหุงต้มอย่างแน่นอน

ฉะนั้น ต้องเอา "เงิน" จากการแทรกแซงราคามาทำอย่างอื่น ไม่ว่าจะลงทุนขนส่งมวลชนให้ดีขึ้น ลงทุนทางด้านเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน แต่การถอดการอุดหนุนราคา อาจจะยากลำบากในการตัดสินใจทางการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้ครับ

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net