30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
นรชิต จิรสัทธรรม คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

ถ้านับจากวันที่บทความนี้ถึงมือผู้อ่านคงเหลือเวลาอีกประมาณสิบวัน ก่อนจะถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งในการสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ เราจะได้เห็นทั้งผู้สมัครหน้าเก่าที่คุ้นเคยกันดีจากคราวที่แล้ว และผู้สมัครหน้าใหม่ที่ต่างพยายามออกแคมเปญหาเสียงกันอย่างเผ็ดมัน และในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดจึงอดไม่ได้ที่จะเขียนเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้

ถ้าว่ากันตามเศรษฐศาสตร์ทางเลือกสาธารณะ (public choice economics) ที่วิเคราะห์พฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองในฐานะที่เป็นหน่วยเศรษฐกิจที่มีเหตุผล การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง อาทิเช่น การเข้ารับสมัครเพื่อเข้าเป็นผู้ว่าฯ กทม. ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ จึงถือเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ผู้สมัคร (รวมถึงกลุ่มการเมืองที่หนุนหลังอยู่) เข้าไปแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งดังกล่าวได้ ในกรอบนี้นักการเมือง จึงมิได้มีเจตนาอันบริสุทธิ์แน่วแน่ ที่ต้องการเข้ามาบริหารประเทศหรือท้องถิ่น เพราะว่าในการลงสมัครหาเสียงแต่ละครั้ง ได้มีต้นทุนจากกิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนจากผู้สมัครโดยตรง หรือจากพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลังผู้สมัครอยู่ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสามารถอธิบายได้ในเทอมของ "การหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" (economic rent seeking) โดยค่าเช่าทางเศรษฐกิจ คือ ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้ปัจจัยการผลิตที่สูงกว่าจำนวนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายให้แก่ปัจจัยการผลิตนั้น ตัวอย่างเช่น พี่เบิร์ดหรือไมเคิล จอร์แดน สามารถทำรายได้มหาศาล เพราะว่าทั้งคู่ล้วนเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากยิ่ง (เราคงไม่ได้เห็นดาวค้างฟ้าอย่างพี่เบิร์ดและนักบาสที่มีสถิติอันแสนมหัศจรรย์อย่างจอร์แดนกันบ่อยๆ) ทำให้ประชาชนยินดีจ่ายให้กับทั้งคู่ เพื่อให้สร้างความบันเทิงมากกว่าที่จะปล่อยให้พี่เบิร์ดไปเป็นหนุ่มแบงก์ หรือจอร์แดนไปเป็นนักกอล์ฟ หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ทั้งคู่ได้รับ "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" (economic rent) นั่นเอง

ที นี้กลับมาที่พฤติกรรมของตัวละครทางการเมืองบ้าง ในเมื่อผู้สมัครมีทรัพยากรที่ต้องเสียไปเพื่อกิจกรรมดำเนินการหาเสียง การหาหัวคะแนน การปราศรัยเพื่อชี้แจงนโยบายของตน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ต่างๆ ล้วนเป็นการดำเนินกิจกรรมเพื่อให้ผู้สมัครได้เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่มีสิทธิ ในการแสวงหาประโยชน์หรือส่วนเกินทางเศรษฐกิจได้ในอนาคต ว่าไปแล้วการมองโลกด้วยกรอบดังกล่าวอาจจะดูเป็นการตั้งแง่เกินไป เพราะนักการเมืองก็เหมือนกับอาชีพอื่นที่มีทั้งคนดีที่ต้องการเข้าไปบริหาร พัฒนาท้องถิ่นจริงๆ และคนที่มีผลประโยชน์เคลือบแฝงอยู่ อย่างไรก็ตาม เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่หอมหวนเย้ายวนใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ การได้มาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงรวมถึงอำนาจด้วย

เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งทางการเมือง นโยบายการหาเสียงจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เห็นได้จากการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคน ต่างพยายามชูนโยบายของตนผ่านป้ายหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นการให้ชาวกรุงเทพฯ ได้มีที่จอดรถฟรี ได้ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี หรือจะเป็นนโยบายชูเรื่องความสะอาดในกรณีที่ขยะล้น ก็สามารถโทรเรียกเจ้าหน้าที่มาเก็บได้ตลอด ป้ายหาเสียงจึงเป็นเครื่องมืออันสำคัญที่จะทำให้ผู้สมัครเข้าถึงประชาชน เพราะคงยากที่ทุกคนในกรุงเทพฯ จะได้พบกับผู้สมัคร เพื่อฟังการชี้แจงนโยบายกันเป็นรายบุคคล และแน่นอนว่า ผู้สมัครย่อมมีข้อจำกัดในการที่จะเข้าถึงประชาชนในทุกชุมชน ได้อย่างทั่วถึงหมดจด ดังนั้น การบรรยายสรรพคุณของตัวเองผ่านแผ่นป้ายหาเสียง เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับรู้นโยบาย และวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เขียนแล้วป้ายหาเสียงมันเป็นอะไรที่มากกว่าเครื่องมือในการชูนโยบายของผู้สมัคร เพราะการทำงานของแผ่นป้ายหาเสียงมันมีหน้าที่ในการสื่อ "สัญญะ" (sign) บางอย่างออกมาสู่การรับรู้ของคนทั่วไป โดยในทางทฤษฎีทางด้านสัญวิทยา (semiology) สัญญะคืออะไรก็ได้ที่ก่อให้เกิดความหมายโดยการเทียบเคียง ให้เห็นถึงความแตกต่างไปจากสิ่งอื่น และคนในสังคมยอมรับหรือเข้าใจ ตามนัยนี้สัญญะจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องหมาย ในภาษาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอะไรก็ได้ที่เราสามารถรับรู้ได้โดย "ผัสสะ" ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น ได้ยินหรือสัมผัส สำหรับในแง่องค์ประกอบสัญญะก่อขึ้นมาโดยมีตัวหมาย (signifier) คือ สิ่งที่เราสามารถรับรู้ได้โดยผัสสะ และกับสิ่งที่เข้าใจได้ว่าเป็นความหมายที่ใช้สื่อออกมาหรือก็คือตัวหมายถึง (signified) โดยทั้งสองสิ่งประกอบกันกลายเป็นรูปสัญญะที่ส่งไปยังผู้รับสาร

ประเด็นที่น่าสนใจของสัญญะ คือ มันสามารถสื่อความหมายได้มากกว่าวัตถุที่มันอ้างอิงถึงอยู่ อาทิเช่น ป้ายหาเสียงที่จริงควรจะเป็นเครื่องมือชูนโยบาย แต่ด้วยการจัดวางองค์ประกอบของป้าย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา อากัปกิริยาของผู้สมัคร ตัวอักษรต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ประกอบฉาก อาทิเช่น กล้องส่องทางไกล ทั้งหมดมาประกอบกันกลายเป็นสัญญะ ดังนั้น ป้ายหาเสียงในตัวของมันเองจึงทำงานเกินระดับหน้าที่ใช้สอยของตน ในแง่ของการชูนโยบาย ไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ของผู้สมัครให้เกิดขึ้นในจิตใจของผู้คน โดยอาจแสดงถึงความเป็นคนมุ่งมั่น ที่แสดงออกทางหน้าตาที่ครุ่นคิดที่จะแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา ในมือก็ถือกล้องส่องทางไกล คอยสอดส่องค้นหาปัญหาของชาวกรุง เป็นคนที่ active ไม่มีหยุดนิ่ง แม้ว่าในความเป็นจริงหน้าตาของผู้สมัคร คงไม่ได้เป็นแบบในป้ายหาเสียงตลอดเวลา และอาจจะไม่ได้ active กระโจนขึ้นหลังมอเตอร์ไซค์อย่างที่เห็นก็ได้ แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้น ทำให้หน้าตาของผู้สมัครดังกล่าวติดตาผู้รับสารไปโดยปริยาย หรือถ้าหากพิจารณาวัตถุในภาพให้ละเอียดขึ้น เมื่อกล้องส่องทางไกลประกอบกับท่าทางของคนในป้ายและตัวอักษร ทำให้สื่อความหมายเกินกว่าในเชิงวัตถุ

กล่าวคือ กล้องส่องทางไกลในเชิงวัตถุ เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้ในระยะที่ไกลกว่าที่สายตาจะมองเห็น แต่เมื่อมันถูกนำมาจัดวางเอาไว้ในป้ายดังกล่าว มันกลับกลายเป็นสัญญะที่แสดงถึงการมองเห็นในสิ่งที่แม้แต่กล้องส่องทางไกล ไม่มีทางจะมองเห็นได้ อาทิเช่น ปัญหาทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร หรือวิสัยทัศน์ในการพัฒนากรุงเทพฯ เป็นต้น และแน่นอนว่า สิ่งที่ป้ายหาเสียงสื่อออกมานั้นมันไม่จำเป็นต้องไปสัมพันธ์กับตัวผู้สมัครที่เป็นจริงเลย กล่าวคือ คนในป้ายอาจจะ "มองไม่เห็นปัญหา" หรือไม่เคยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างแบบในภาพก็เป็นได้ (แต่ตรงนี้คงพูดยาก เพราะผู้สมัครตัวจริงเป็นอย่างไรนั้น ผู้เขียนไม่เคยสัมผัส เพราะเคยแต่สัมผัสผ่านทางสัญญะที่ป้ายได้สื่อออกมาเท่านั้น!)

แน่นอนว่า แนวคิดดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับป้ายหาเสียงของผู้สมัครได้ทุกคน แต่ด้วยเนื้อที่อันจำกัด ผู้เขียนคงไม่สามารถแจกแจงได้หมด การที่ยกตัวอย่างดังกล่าวเพราะว่าค่อนข้างง่ายต่อการอธิบาย และมีความชัดเจนพอควร รวมถึงการแสดงข้อคิดเห็นต่อนโยบายต่างๆ คงไม่ใช่ภาระของบทความนี้ เพราะสิ่งที่ต้องการทำให้เห็น คือ ในสังคมปัจจุบันเราได้มาถึงจุดที่ "ภาพลักษณ์" ได้กลายมาเป็น "นโยบาย" ในการหาเสียงที่สำคัญโดยที่ในบางครั้ง ไม่จำเป็นต้องมีนโยบายที่เป็น "รูปธรรม" รองรับอยู่เลยก็ได้

ว่าแล้วจะเลือกใครกันดี??

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net