30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน

พลวัตเศรษฐกิจ : อนุสรณ์ ธรรมใจ  กรุงเทพธุรกิจ   วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ความไม่แน่นอน คือ ความเสี่ยง

แต่ไม่มีอะไรในโลกใบนี้ที่มีความแน่นอน สรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง ช่วงที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านเอเชีย เจอกับภัยธรรมชาติฉับพลัน พม่าเจอพายุไซโคลนนาร์กิส มีผู้คนเสียชีวิตเกือบแสนคน มณฑลเสฉวนเจอแผ่นดินไหวคนตายเกือบหมื่นคน

เราเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนของประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยง และผลกระทบของความเสี่ยงอันมาจากภัยธรรมชาติเหล่านี้

ทำนายได้เลยว่า พม่าจะเจอกับปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนทางด้านเศรษฐกิจการเมือง ชีวิตของผู้คน และการจัดการกับโรคระบาดอย่างหนัก และอาจนำมาสู่สภาพอนาธิปไตยได้ ส่วน "จีน" ไม่เจอสภาพเดียวกับพม่าอย่างแน่นอน

การใช้วิธีจัดการกับปัญหาที่ต่างกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา

กรณีพม่านั้น รัฐบาลเผด็จการทหาร หรือผู้ปกครอง มีความมุ่งหมายเพื่อรักษาอำนาจและกังวลต่อการสูญเสียอำนาจ มากยิ่งกว่าการแก้ปัญหา "ความเดือดร้อน ความทุกข์ร้อน ความเป็นความตาย" ของประชาชนเจ้าของประเทศ

ภัยธรรมชาติ ไม่รุนแรงเท่าความโหดร้ายกดขี่ของชนชั้นปกครองพม่า ฉะนั้น ไม่มีภัยจากภายนอกใด จะทำลายพม่าให้ย่อยยับได้เท่าน้ำมือของคนพม่าด้วยกันเอง โดยเฉพาะจากชนชั้นปกครอง

สิ่งเหล่านี้ เป็นบทเรียนชั้นเยี่ยมให้ไทยอย่าเดินซ้ำรอยเพื่อนบ้านเป็นอันขาด

ในระดับประเทศ ผู้นำประเทศและสถาบันหลักต้องบริหารความเสี่ยงทุกด้านของชาติอย่างมีบูรณาการ และต้องนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง การมีท่าทีที่ปิดกั้นและหวาดระแวงความช่วยเหลือของ "ชาวต่างชาติ" เพิ่มความเสี่ยงต่อการทำให้ผลกระทบลุกลามหนักขึ้น สิ่งที่รัฐบาลพม่าทำเพื่อป้องกันการท้าทายต่อความมั่นคงทางอำนาจของตัวเอง ไม่ใช่ความมั่นคงของรัฐหรือของชาติ และการไม่ยอมเปิดประเทศ พร้อมกับยัดเยียดให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และทำในจังหวะที่ผู้คนทั้งประเทศเดือดร้อน

มีการนำเอาการช่วยเหลือมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อให้ลงมติรับรองรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ สิ่งนี้ ย่อมทำให้ระบบการเมืองพม่าไร้เสถียรภาพ ประชาธิปไตยที่กำลังจะเริ่มต้นแท้งไปเสียก่อน เพราะเริ่มต้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเสียแล้ว เริ่มต้นก็กดดันให้ลงมติโดยเอาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวประกัน

สภาว่าด้วยความมั่นคงหรือรัฐบาลและหน่วยงานเกี่ยวข้องของประเทศไหนก็ตาม ต้องร่วมมือกันในการสร้างระบบและกลไกในการบริหารความเสี่ยงแห่งชาติให้ดี

ความเสี่ยงบางอย่างก็ไม่ได้เกิดจากภายนอก แต่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งภายในอำนาจรัฐเอง หรือเกิดจากการดำเนินนโยบายผิดพลาดซ้ำซาก ตัวอย่างมีให้เห็นทั้งในพม่า ละตินอเมริกา เกาหลีเหนือ และล่าสุด ซิมบับเว

ซิมบับเว อดีตดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำแห่งแอฟริกา ด้วยการปกครองที่ผิดพลาดของ Robert Mugabe ทำให้เวลานี้ซิมบับเวขาดแคลนอาหาร อัตราเงินเฟ้อสูงมาก อัตราการว่างงานเกือบ 80%

ไม่ได้ต่างอะไรจากพม่าที่เกิดความล่มสลายทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ

หากเราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาแบบนั้น ก็อาจจะต้องคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงแห่งชาติขึ้นมา แล้วให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารความเสี่ยงของประเทศ (Chief Risk Officer - CRO)

โดยเริ่มต้นให้ระมัดระวังในเรื่องคำพูด อันจะก่อให้เกิดความเสี่ยงและความแตกร้าวก่อน หลังจากนั้น ก็ต้องมีนโยบายและแผนงานในการจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ช่วงหลังปัญหาฟองสบู่ซับไพร์มปะทุ สถาบันการเงินทั้งหลายต่างประกาศแต่งตั้ง CRO คนใหม่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน อย่างเช่น Citigroup ตั้ง Jorge A. Bermudez เป็น CRO เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 JP Morgan Chase ตั้ง Barry Subrow เป็น CRO ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

สำหรับเมืองไทย ความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจและการเมือง คือ รัฐประหาร

ผมไม่มีคำแนะนำครับว่า ควรตั้งใครเป็น CRO ดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ ครับ

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net