30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
อาหารสมอง : วีรกร ตรีเศศ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1457

ชื่อดูไบ (Dubai) ติดปากคนไทยว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวชอบปิ้งและดูจะมีความแปลกทันสมัยกว่าที่อื่นๆ ในตะวันออกกลาง แต่ถ้าถามลึกลงไปกว่านั้นว่าเป็นชื่อเมืองหรือประเทศก็คงเป็นปัญหาเหมือนกับคนส่วนอื่นๆ ในโลก

ในพื้นที่บริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบียซึ่งติดกับโอมาน มีประเทศหนึ่งชื่อ United Arab Emirates (UAE) ตั้งอยู่ ประเทศนี้ประกอบด้วย 7 รัฐ (Emirate ก็คือรัฐ) ซึ่งได้แก่ ABU Dhab Ajman Dubai Fujairah Ras al-Khaimah Sharjah และ Umm al-Quwain

Abu Dhabi และ Dubai ดูจะเป็นพี่เอื้อยของ 7 emirates ที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และเงินทอง อันเนื่องมาจากการลงทุนต่างประเทศในการขุดเจาะน้ำมันตั้งแต่ทศวรรษ 1970 UAE มีพื้นที่ประมาณ 1 ใน 6 ของไทย มีประชากรประมาณ 4.6 ล้านกว่าคน ขนาดเศรษฐกิจเกือบเท่าประเทศไทย รายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยประมาณ 15 เท่าตัว

ความสับสนอยู่ตรงชื่อรัฐและเมืองซ้อนกัน เมืองหลวงของ UAE คือ Abu Dhabi ซึ่งตรงกับชื่อของรัฐ เมืองใหญ่ที่สุดของ UAE คือ Dubai ซึ่งตรงกับชื่อรัฐอีกเช่นกัน

เมือง Dubai อยู่ในรัฐ Dubai เพื่อหนีความสับสนบางครั้งจึงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า Dubai City (คล้ายกับความสับสน ระหว่างรัฐนิวยอร์ก กับเมืองนิวยอร์ก จนต้องเรียกว่า New York City) ที่นิยมคือมักเรียกชื่อเมืองว่า Dubai เพราะเมืองก็เกือบจะเหมือนประเทศอยู่แล้ว ดังกรณีของสิงคโปร์

Dubai เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดคือ 1.6 ล้านคน และรัฐ Dubai นี้มีพื้นที่ 4,000 ตารางกิโลเมตรหรือ 3 เท่ากว่าของกรุงเทพมหานคร เป็นที่สองรองจากรัฐ Abu Dhabi ทั้งสองเป็นพี่เอื้อยผู้มีอำนาจมากสุดตามรัฐธรรมนูญ

UAE มีลักษณะประชากรที่แปลกมากกล่าวคือในช่วงอายุ 15-65 ปี มีชายมากกว่าหญิงถึงกว่าหนึ่งเท่าตัว (สัดส่วนหญิง 2.743 คนต่อชาย 1 คน) ซึ่งเป็นสถิติของความไม่สมดุลที่สูงที่สุดในโลก ตามมาด้วย Qatar Kuwait Bahrain Oman และ Saudi Arabia ทั้งหมดรวมกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Gulf Cooperation Council (GCC) ผู้คนทั่วไปมักเรียกว่ากลุ่ม Persian Gulf

นอกจากนี้ UAE ยังมีส่วนประกอบประชากรที่ยากจะมีประเทศใดเหมือน กล่าวคือในประชากรทั้งหมดมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่เป็นพลเมืองของ UAE อีกร้อยละ 85 ประกอบด้วยชาวอาหรับชาติอื่นๆ ชาวอิหร่าน ตลอดจนผู้อพยพมาจากอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา ฟิลิปปินส์ ฯลฯ

มีคนอาหรับมาจากไม่ต่ำกว่า 20 ประเทศ ทั้งจากตะวันออกกลาง แอฟริกา และรัฐเดิมของสหภาพโซเวียต และมีคนจากโลกตะวันตกด้วยที่มาทำมาหากินอยู่ใน UAE รวมประชากรทั้งประเทศแล้วเป็นมุสลิมประมาณร้อยละ 76

ค่าครองชีพที่ไม่สูง แรงจูงใจด้านภาษี ภูมิประเทศที่งดงาม อากาศที่ไม่หนาว ความสะดวกสบายสำหรับคนมีเงิน โครงการก่อสร้างมูลค่านับแสนล้านเหรียญสหรัฐคือ แม่เหล็กดึงดูดคนจากทุกมุมโลกให้เข้าไปทำมาหากินใน UAE

รัฐ Dubai มีความก้าวหน้าในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้าอย่างมาก เนื่องจากทางการตระหนักดีว่ารายได้จากน้ำมันและก๊าซ ไม่อาจเป็นแหล่งสำคัญอย่างไม่มีวันสิ้นสุดถึงแม้ว่าในปี 2007 UAE มีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซประมาณ 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มจาก 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2004) ก็ตาม

การพัฒนาการค้าของ Dubai เริ่มจากเป็นเมืองท่าของสินค้าจากตะวันตกตลอดทศวรรษ 1970 และ 1980 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นเมืองค้าขายทองคำอย่างเสรีและเป็นจุดลักลอบนำทองคำเข้าอินเดียในยุคนั้น ที่ทองคำเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าอินเดีย

ในเวลาต่อมาทางการพยายามพัฒนา Dubai ให้เป็นศูนย์การเงินของภูมิภาค ขยายท่าเรือและสนามบินขนาดใหญ่ เพื่อการขนส่งคนและสินค้า พัฒนาโครงสร้างการท่องเที่ยวขนาดใหญ่ สร้างศูนย์สาธารณสุข และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (โรงพยาบาลไทยไปเปิดที่ดูไบ ก็มี) และที่น่าตื่นใจก็คือ ความพยายามสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์ขนาดยักษ์ โครงการใหญ่อันดับหนึ่งก็คือสร้างสวนสนุกที่ใหญ่กว่าดิสนีย์เวิลด์ที่ฟลอริด้าถึงหนึ่งเท่าตัว

ในเวลา 12 ปีข้างหน้า Dubai ตั้งใจให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ร้อนแรงสุดสุดของโลก โดยจะลงทุนในหลายโครงการรวมมูลค่า 350,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (คงเดาได้ว่าเงินเหล่านี้มาจากไหน) มีเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวจาก 7 ล้านคนในปัจจุบันให้เป็น 15 ล้านคน ในปี 2015

โครงการลงทุนเหล่านี้ได้แก่สวนสนุก รีสอร์ตสำหรับสกีน้ำ สวนสนุกทั้งแบบเสมือนจริงและแบบปกติ รวมทั้งจูลาสสิกปาร์คที่มีไดโนเสาร์หุ่นยนต์นับร้อยตัว ฯลฯ หลายบริษัทใหญ่ด้านสวนสนุกในสหรัฐอเมริกาได้ลงนามกับ Dubai ไปเรียบร้อยแล้ว โดยนักลงทุนจากทั่วโลกลงทุนสร้าง และบริษัทอเมริกันเหล่านี้เก็บเกี่ยวค่าใบอนุญาต ค่าลิขสิทธิ์ และค่าการจัดการ

Dubailand ที่ว่าจะใหญ่กว่าดิสนีย์เวิลด์นั้นเป็นสุดยอดของการดึงดูดนักท่องเที่ยว โดยจะลงทุน 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐในพื้นที่ 280 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจะมีทั้งโรงแรมชั้นหนึ่ง (แนะนำโดย Brad Pitt) สนามกอล์ฟ (ออกแบบเป็นครั้งแรกโดย Tiger Woods) Music City ฯลฯ โดยตั้งอยู่บนที่ดินเป็นแนวยาว 11 กิโลเมตร ทั้งหมดนี้คาดว่าจะรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณวันละ 40,000 คน

รัฐอื่นของ UAE ก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ Abu Dhabi กำลังพยายามเป็นแหล่งสำคัญของวัฒนธรรมระดับโลก วางแผนสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดยักษ์เทียบกับพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ของฝรั่งเศส สร้างพิพิธภัณฑ์ทางทะเล ศูนย์ศิลปการแสดง ฯลฯ ทั้งหมดออกแบบโดยนักออกแบบชั้นนำของโลก และลงทุนเพื่อให้เป็นสุดยอดของโลกด้วย คาดว่าหลายประเทศในบริเวณนี้จะลงทุนในธุรกิจท่องเที่ยวผ่อนคลาย (leisure industry) รวมกันเป็นเงินประมาณ 3.63 ล้านล้านเหรียญสหรัฐก่อนถึงปี 2020

ความฝันของ Dubai และ Abu Dhabi จะเป็นจริงขึ้นมาได้หรือไม่เมื่อคำนึงถึงการแข่งขันจากภูมิภาคอื่นๆ ในเรื่องเอนเตอร์เทนเมนต์ เช่น มาเก๊า ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และจีน ใน 10-20 ปีข้างหน้า

โครงการเหล่านี้จะรุ่งโรจน์ดังฝันหรือจะเป็น "ช้างเผือก" นอนขาวโพลนอยู่กลางแดด เหมือนสโตนเฮจสมัยใหม่ขนานถนนวิภาวดีของเรา เราจะต้องติดตามดูกันต่อไป

เครื่องเคียงอาหารสมอง

ผู้บริโภคแมลงไม่ว่าจะเป็นตั๊กแตน จิ้งหรีด หนอนไม้ไผ่ ด้วงมะพร้าว ตัวไหม ฯลฯ กำลังช่วยภาวะโลกร้อนโดยไม่รู้ตัว

นักวิทยาศาสตร์มีตัววัดที่เรียกว่า ECI (efficiency of conversion of ingested food to body substance) ซึ่งใช้วัดว่าสัตว์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นเท่าใดหลังจากกินอาหารปริมาณหนึ่งแล้ว เช่น วัว มี ECI เท่ากับ 10 หมายความว่าอาหารที่กินเข้าไป 100 กิโลกรัมจะทำให้มีเนื้อเพิ่มหนัก 10 กิโลกรัม (เพียงร้อยละ 10 ของอาหารเท่านั้นที่ถูกแปรเปลี่ยนเป็นน้ำหนัก)

เวลาจะเอาเส้นไหมออกจากตัวไหมที่กินใบหม่อนเป็นอาหาร ต้องเอาตัวไหมไปต้มเสียก่อน ตัวไหมนี้ผู้คนกินกันมานาน มันมี ECI ระหว่าง 19 ถึง 31 แมลงสาบเยอรมันสูงสุดด้วย ECI ถึง 44

การเลี้ยงวัวทั้งโลกเพื่อเป็นอาหารนั้น เชื่อว่ามีส่วนถึงร้อยละ 18 ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมดที่ทำให้โลกร้อนขึ้น

นอกจากนี้ การกินเนื้อวัวช่วยทำให้ใช้น้ำเปลืองขึ้นด้วย เพราะการจะได้เนื้อตั๊กแตนหนัก 150 กรัมใช้น้ำน้อยมากเมื่อเทียบกับการจะได้เนื้อวัวหนักเท่ากันซึ่งต้องใช้น้ำถึง 3,290 ลิตร

สัตว์ประเภทหมูและวัวมี ECI ต่ำ เพราะต้องใช้ปริมาณอาหารมากมาย่อยสลายเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกาย ในขณะที่แมลงเป็นสัตว์เลือดเย็น จึงไม่สูญเสียอาหารไปในเรื่องการรักษาอุณหภูมิ

มนุษย์ประเภทกินน้ำตาล กินรถเมล์เช่า กินรถไฟฟ้าใต้ดิน ไม่รู้ว่า ECI เป็นเท่าไหร่ เราอาจไม่มีโอกาสได้รู้เพราะอาจติดคอและติดคุกก่อนได้ย่อยก็เป็นได้

น้ำจิ้มอาหารสมอง

Man"s main task in life is to give birth to himself. (Erich From (1990-1980) นักปรัชญาและนักจิตวิทยาอเมริกัน)

งานหลักของมนุษย์ในชีวิตก็คือการให้กำเนิดตัวเอง

หน้า 46

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net