30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
พลวัตเศรษฐกิจ : ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ  กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2551

ปัจจัยที่ทำให้เราจะอยู่รอดได้ในระยะยาวไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก ก็คือ คุณภาพทรัพยากรมนุษย์ และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการผลิตไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เรามีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ

ในท่ามกลางวิกฤติการเงินโลก อันเป็นผลมาจากการลุกลามของวิกฤติสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกา คุณภาพของทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอันหมายรวมถึงหน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐมีความสำคัญต่อการจัดการต่อปัญหา ต้องสามารถตอบสนองต่อปัญหาอย่างทันกาลและทันเกม

เศรษฐกิจโลกและไทยอยู่ในท่ามกลางการขับเคลื่อนสู่ภาวะไร้พรมแดนในทุกมิติ กระแสโลกาภิวัตน์กดดันให้ไทย ต้องวางตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Positioning) ของตนเองให้ชัดเจน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บทบาทของเศรษฐกิจสารสนเทศ (Information Economy) เพิ่มขึ้นตามลำดับ เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม ทำให้ความสำคัญของทุนที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Capital) ทวีความสำคัญมากขึ้น การจัดโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจ สามารถเข้าถึงสารสนเทศและความรู้จากทั่วโลกเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

ในโครงการวิจัย หัวข้อ "วงจรสถิติในรอบ 15 ปีกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ" โดยทีมวิจัยคณะเศรษฐศาสตร์
ม. รังสิต และนักวิจัยอิสระ ซึ่งผมเป็นหัวหน้าโครงการพบข้อสรุปหลายประการ ที่พอทำให้เราเข้าใจถึงพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา และทำให้เห็นภาพอนาคตแจ่มชัดขึ้น โครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

การวิเคราะห์ในบริบทของการพัฒนา หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยระหว่างปี 2535-2550 พบว่าประเทศไทยมีคณะรัฐมนตรีทั้งสิ้น 10 คณะ ได้ผ่านการรัฐประหาร 2 ครั้ง มีการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ (2540 และ 2550) เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจสำคัญในปี 2540 และครอบคลุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 4 ฉบับ ตั้งแต่ฉบับที่ 7-10 ช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ จากวิวัฒนาการของชุดข้อมูลและเหตุการณ์ต่างๆ ข้างต้น สามารถแบ่งยุคทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย ออกเป็น 4 ยุคสำคัญ คือ ยุคเศรษฐกิจฟองสบู่ (2535-2538) ยุคเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง (2539-2543) ยุคทักษิโณมิกส์ (2544-2549) และยุคเศรษฐกิจและสังคมหลังรัฐประหาร 19 กันยายน (2550-ปัจจุบัน) ด้วยเหตุนี้ พัฒนาการทางเศรษฐกิจไทยในช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 จนถึงปัจจุบัน จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสำเร็จ จากการกระจุกตัวของการพัฒนาเมือง (Urbanization) และการพัฒนาอุตสาหกรรมและการบริการ (การเงินและการขนส่ง) ในกรุงเทพมหานครและเขตเศรษฐกิจตามแผนพัฒนา แต่ล้มเหลวในการกระจายความเจริญสู่เมืองหลัก (Primal Cities) ต่างๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีผลในระดับประเทศเกิดขึ้นแต่เฉพาะในเขตเมืองใหญ่ แม้ว่าคุณภาพชีวิตโดยรวมของคนไทยจะดีขึ้น แต่ความสามารถและโอกาสทางธุรกิจกลับกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ จึงเท่ากับว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment FDI) ในเศรษฐกิจอุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ต้องการเพียงแรงงานฝีมือราคาถูก (Labor-intensive Economy) แต่ล้มเหลวในการก้าวไปสู่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้น (Technology-intensive Economy) ซึ่งในอนาคตของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ความท้าทายสำคัญของประเทศไทย คือ การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ระบบฐานความรู้บนพื้นฐานของความยั่งยืนและความพอเพียง (Sustainable & Sufficiency Knowledge-based Economy/Society)

มิติเศรษฐกิจมีความก้าวหน้าดี เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วภายหลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 รายได้ประชาชาติต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความมั่งคั่งของประเทศเพิ่มขึ้น แต่มีปัญหาที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข คือ ความไม่เท่าเทียมของรายได้ ที่เสมือนว่าจะไม่มีความก้าวหน้าเลยในระยะ 15 ปีที่ผ่านมา

มิติสิ่งแวดล้อมมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเพียงเล็กน้อย กล่าวคือ พื้นที่ป่าไม้ที่เพิ่มขึ้นเป็นนัยแสดงให้เห็นว่า ระบบนิเวศทางบกปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีข้อสงสัยถึงระบบนิเวศชายฝั่งทะเล เนื่องจากคุณภาพน้ำทะเลชายฝั่งมีแนวโน้มที่แย่ลง ทางด้านทรัพยากรน้ำ คุณภาพแหล่งน้ำผิวดินปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางแหล่งน้ำที่คุณภาพน้ำยังเสื่อมโทรม อาทิเช่น แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง แม่น้ำท่าจีนตอนกลาง แม่น้ำน่าน ทะเลสาบสงขลา กว๊านพะเยา ฯลฯ มีการตรวจพบปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนเกินมาตรฐานอยู่เป็นครั้งคราว ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขต่อไป เพื่อให้คนในเขตเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มิติชุมชนและการอาศัยร่วมกันมีความก้าวหน้าในบางส่วนเท่านั้น กล่าวคือ ความเสมอภาคทางสังคม และการตื่นตัวในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน มีความก้าวหน้าที่ค่อนข้างชัดเจน ขณะที่บางส่วนมีพัฒนาการที่ค่อนข้างคงที่ ได้แก่ ความเข้มแข็งของชุมชน ซึ่งมีพัฒนาการในระดับปานกลาง และระดับของธรรมาภิบาล ที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากดัชนีการทุจริตที่ยังคงสะท้อนความไม่โปร่งใส ของประเทศในภาพรวม นอกจากนี้ ส่วนที่มีพัฒนาการที่ขาดความต่อเนื่องหรือถดถอยอย่างชัดเจน ได้แก่ ความไร้เสถียรภาพของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว

"การจัดการทุนความรู้" (Knowledge Capital Management) จะเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญสูงสุดของการเพิ่มผลิตภาพ ใน 15 ปีข้างหน้า จึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ประเด็นอุบัติใหม่" ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ทั้งในด้านการศึกษาและกำลังคน การพาณิชย์และการลงทุน โครงสร้างประชากรและสาธารณสุข และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ส่วนประเด็นในเรื่องสาขากำลังคนและการศึกษา ประเด็นสำคัญ 2 ด้าน ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อระบบการศึกษาและกำลังคน คือ ประเด็นอุบัติใหม่ด้านวิถีชีวิต และประเด็นอุบัติใหม่ด้านพลวัตของโลกธุรกิจ ในมิติของวิถีชีวิตไทย ปัจเจกนิยม (Individualism) ได้กลายมาเป็นกระแสหลัก (Megatrend) ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนไทยในเขตเมืองหลวง และเมืองใหญ่ๆ ผ่านโลกาภิวัตน์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ทุกรูปแบบ จนเกิดปรากฏการณ์ของการใช้ชีวิตตามมาตรฐานโลก (Global Living Standard) ขึ้น

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net