30
, เม.ย.
0 New Articles

เศรษฐกิจและการลงทุน
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4039

ระบอบประชาธิปไตยตัวแทน (representative democracy) หรือการเมืองเก่าที่ประเทศไทยรับมาใช้เป็นเวลา 76 ปี ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เหมาะสมและใช้ไม่ได้กับประเทศไทย

นี่คือข้อเท็จจริง ซึ่งพิสูจน์ได้จากสถิติที่มีการปฏิวัติรัฐประหารและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง

มีแต่นักวิชาการหัวสี่เหลี่ยมหรือ หัวม้าที่ยังตะแบงเชื่อ (ตำราเล่มเดียว) ว่า การเลือกตั้งผู้แทนโดยมีการใช้เงินซื้อเสียงบวก กับระบบอิทธิพลในท้องถิ่นผสมกับระบบอุปถมภ์นั้นคือระบอบประชาธิปไตยแท้

อีกพวกหนึ่งที่เชื่อในการเมืองเก่า คือ นักเลือกตั้ง หรือกลุ่มผลประโยชน์ที่สามารถใช้เงินซื้อเสียง เพื่อก้าวสู่อำนาจมาตักตวงผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ

เมื่อกระบวนการในการได้รับการเลือกตั้งมาไม่บริสุทธิ์และใช้เงินเป็นหลัก เมื่อมาบวกกับการที่รัฐธรรมนุญ (การเมืองเก่า) ที่กำหนดว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. ดังนั้นการแย่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงที่มีงบประมาณมาก เพื่อถอนทุนจึงกลายเป็นโศกนาฏกรรมน้ำเน่าของการเมืองเก่าที่ฉายซ้ำครั้งแล้วครั้งเล่า

การคอร์รัปชั่นได้วิวัฒนาการจากการรับเงินใต้โต๊ะ รับเงินค่าคอมมิสชั่นของโครงการ มาเป็นการคอร์รัปชั่นทางนโยบายในโครงการขนาดใหญ่ การล็อกสเป็กให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือข่ายหรือครอบครัว หรือการแก้ไขกฎหมายเพื่อยังประโยชน์ให้กับธุรกิจของตน หรือเพื่อเข้าไปเขมือบรัฐวิสาหกิจของประชาชน เช่น กรณี การแปรรูป ปตท.

ประเทศชาติและประชาชนจึงถูกปล้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนมีแต่หนี้สิน เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ห่างกันราวฟ้ากับดิน คนกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนกลุ่มน้อยใช้ชีวิตเหมือนอยู่บนสรวงสวรรค์ อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคนส่วนใหญ่ ต้องดิ้นรนใช้ชีวิตเหมือนอยู่ในนรก

การเมืองใหม่จึงเป็นหลักการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อลดความขัดแย้งและกอบกู้ไม่ให้ประเทศล้มละลายหรือเกิดสงครามกลางเมือง

การจะเกิดการเมืองใหม่ได้จะต้องมีการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากกลุ่มอาชีพ สหภาพแรงงาน นักคิดที่ไม่มีผลประโยชน์ ภาคประชาสังคมที่มีสัดส่วนอย่างเป็นธรรม ข้าราชการ และฝ่ายตุลาการ

ต้องมีการยุบสภา และตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาดำเนินการขั้นต้นจนมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นการเมืองใหม่ จึงจัดให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งในเวลาไม่เกิน 1 ปี

หลายๆ ประเทศหันมาใช้ระบอบประชาธิปไตยทางตรง (direct democracy) เช่น แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งอเมริกาและยุโรป

หลักการของประชาธิปไตยทางตรงแรก คือ

1.ประชาชนเสนอกฎหมายเองได้เมื่อมีจำนวนประชาชนมากพอ โดยมีผลบังคับเมื่อมีเสียงเห็นด้วยมากเพียงพอ (initiative) ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดโดยไม่ต้องผ่านสภาอีกครั้งหนึ่ง

2.ประชาชนเสนอให้มีการลงประชามติเห็นด้วยหรือคัดค้านนโยบายของรัฐ (referendum ) โดยรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามผลที่ออกมา

3.ประชาชนเสนอให้มีการลงคะแนนเสียงปลดนักการเมืองได้ทุกตำแหน่ง (recall) ก่อนครบวาระ หากว่านักการเมืองไม่ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในตอนหาเสียง หรือเมื่อได้รับตำแหน่งแล้วมีพฤติกรรมฉ้อโกง หรือไร้จริยธรรม

หลักการที่สอง ในวิธีการเลือกผู้บริหารของระบอบประชาธิปไตยทางตรง คือ

1.การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีทางตรง ซึ่งเป็นระบอบที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด (pure democracy)

2.การเลือกคณะรัฐมนตรีทางตรงซึ่งเป็นระบอบที่เป็นประชาธิปไตยที่สุด (pure democracy) เหมือนกับการเลือกนายกรัฐมนตรีทางตรง วิธีการ คือ พรรคการเมืองจะต้องเสนอรายชื่อ ครม. ล่วงหน้า และให้ประชาชนมีสิทธิเลือกเป็นรายกระทรวง หรือเลือกครบเห็นชอบทั้งคณะก็ได้

3.บุคคลทั่วไปมีสิทธิสมัครรับเลือกเป็นรัฐมนตรีของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง บุคคลที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด ก็จะได้เป็นรัฐมนตรีของกระทรวงนั้นๆ ( ปัจจุบัน ครม.ก็ไม่ได้มาจากพรรคเดียวกันอยู่แล้ว ดังนั้นจะมาอ้างว่า จะไม่เป็นเอกภาพกันไม่ได้ ทุกวันนี้นายหมู นางแมวที่ไหนก็มาเป็นรัฐมนตรีได้ โดยไม่ต้องมีความรู้ในกระทรวงนั้นๆ มาก่อนเลย เช่นเป็นพยาบาล ก็มาเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง กระทรวงอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ลองไล่กันดู รมต.ล้วนไร้ภูมิความรู้ในกระทรวงนั้นๆ ทั้งสิ้น เป็นระบบแบ่งเค้กกันกิน ส่วนใหญ่มีเบื้องหลัง มีธุรกิจสีเทา จนถึงธุรกิจมืด)

หลักการที่สาม คือ จำกัดจำนวน ส.ส. และวุฒิสมาชิก

หน้าที่หรือพันธกิจของ ส.ส. คือการร่างและเสนอกฎหมายเท่านั้น จะมาเกี่ยวข้องหรือ มาดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารไม่ได้ ต้องแยกกันอย่างเด็ดขาด ฝ่ายบริหารก็มาจากการเลือกตั้งตามระบบข้างต้นเช่นเดียวกัน

ดังนั้นจำนวน ส.ส.และ ส.ว.จึงไม่จำเป็นต้องมีมาก ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรจำนวน 250 ล้านคน แต่มีวุฒิสมาชิกเพียงรัฐละ 2 คน หรือ 100 คน และ ส.ส.อีก 435 คน ประเทศไทยมีประชากร 60 ล้านเศษ ดังนั้น ส.ส.จึงไม่น่าจะมีเกินจำนวน 150 คน (จังหวัดละ 2 คน) และ ส.ว. จังหวัดละ 1 คนก็เพียงพอแล้ว

ทั้งสองสภาสามารถเสนอกฎหมายของตนได้แต่ต้องนำมาพิจารณาร่วมกันและนำมารวมกันเป็นฉบับเดียวกัน

หลัการที่สี่ คือ สร้างระบบถ่วงดุล

หลักการถ่วงดุลของอำนาจทั้งสามของอเมริกาน่าจะนำมามาปรับใช้ การถ่วงดุลของระบบการเมืองอเมริกัน คือ หัวหน้าฝ่ายบริหารได้รับการเลือกตั้งทางตรงจากประชาชน แต่มีระบบให้แต่ละรัฐเลือกให้ตัวแทนตามจำนวน ส.ว.และ ส.ส.ของแต่ละรัฐ (electoral college) ไปลงคะแนนเสียงอีกที เช่น รัฐแคลิฟอร์เนียมี ส.ว. 2 คน และ ส.ส. 45 คน จึงมีตัวแทนที่เรียกว่า electoral votes 47 คนใน electoral college เพื่อจะเป็นการถ่วงดุล และป้องกันประธานาธิบดี ที่ได้คะแนนแบบประชานิยม แต่ไร้คุณภาพ เช่นกรณีดาราหนังฟิลิปปินส์ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีด้วยนโยบายประชานิยม แต่ถูกขับออกด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น ถ้ามีการถ่วงดุลแบบ double majority ก็จะป้องกันได้

รัฐสภามีอำนาจไต่สวนและขับประธานาธิบดีออกได้ (impeachment)

มีการแยกฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติอย่างเด็ดขาด ส.ส.มีหน้าที่ร่างและเสนอกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว

หัวหน้าฝ่ายตุลาการ คือคณะศาลฎีกา ได้รับการเสนอชื่อจากฝ่ายบริหาร แต่ต้องผ่านการลงมติเห็นด้วยจากสภาสูง และอยู่ในตำแหน่งจนกว่าเกษียณอายุเพื่อจะได้ไม่ถูกบีบจากฝ่ายบริหาร คณะศาลฎีกามีอำนาจในการตีความ กฎหมายรัฐธรรมนูญว่า ฝ่ายบริหารละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในขณะเดียวกันรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจลดเงินเดือน ของฝ่ายตุลาการและประธานาธิบดี

ประธานาธิบดีมีอำนาจยับยั้งกฎหมาย ในขณะเดียวกันรัฐสภาก็มีอำนาจในการลงมติเห็นด้วย หรือคัดค้านการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี

รัฐสภายังได้แบ่งออกเป็น 2 สภา เพื่อให้วุฒิสภาคอยตรวจสอบ ส.ส. และฝ่ายบริหาร โดยมีอำนาจเสนอกฎหมาย กลั่นกรองและยับยั้งกฎหมาย รวมทั้งการลงมติเห็นชอบกับการแต่งตั้ง ตำแหน่งสำคัญๆ ของฝ่ายบริหาร และการยับยั้งนโยบายต่อฝ่ายบริหาร รวมทั้งการดูแลนโยบายต่างประเทศด้วย

ระบบถ่วงดุลข้างต้นมาจากรัฐธรรมนูญของอเมริกาที่มีอายุยืนยาวมาได้ถึงกว่า 200 ปี (ได้รับการรับรองในปี ค.ศ.1787) และระบบการเมืองอเมริกันมีเสถียรภาพมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะรัฐธรรมนูญอเมริกัน ซึ่งมีเจมส์ แมดดิสัน เป็นมันสมองในการร่างได้สร้างระบบการถ่วงดุล คานอำนาจ และร่วมใช้อำนาจอย่างสมดุล เพราะเขาไม่เชื่อในเรื่องอุดมคติ ว่ามนุษย์เป็นคนดี โดยเขียนไว้ในเอกสาร Federalist Paper ฉบับที่ 78 ก่อนที่จะนำมาเขียนในรัฐธรรมนูญ

เขาได้กล่าวไว้ว่า ถ้ามนุษย์ทุกคนเป็นเทวดา (คนดี) เราก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาล ถ้าเทวดาเป็นรัฐบาล เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องสร้างระบบขึ้นมาควบคุมรัฐบาล แต่รัฐบาลประกอบด้วยมนุษย์ที่เรียกตัวเองว่านักการเมือง เป็นผู้มีผลประโยชน์มาปกครองมนุษย์ เราจึงต้องสร้างกลไกและระบบขึ้นมาถ่วงดุลและคานอำนาจกัน และร่วมกันใช้อำนาจ เพื่อให้แต่ละกลุ่มมีอำนาจสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตนได้

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีระบบถ่วงดุลในการออกกฎหมายระดับชาติ หรือการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ ต้องได้รับเสียงข้างมาก 2 ระดับ (double majority) คือเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากแล้ว จะต้องได้เสียงข้างมากจากแต่ละจังหวัดอีกด้วย คล้ายๆ กับ ระบบ electoral votes ของอเมริกา

แนวทางที่เสนอมาทั้งหหมดข้างต้นเป็นเพียงตุ๊กตาที่น่าจะนำมาอภิปราย ถกเถียง และปรับให้เข้ากับสภาพของสังคมไทยอย่างเหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง เศรษฐกิจล่มสลาย การคลังล้มละลายและสังคมวิบัติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากยังดันทุรังที่จะกีดขวางการเมืองใหม่ไม่ให้เกิดครับ

หน้า 41

 

ที่มา : http://www.nidambe11.net